ข่าว

"กษิต-อลงกรณ์"มวยแทน"มาร์ค"จ้อข้ามทวีป

"กษิต-อลงกรณ์"มวยแทน"มาร์ค"จ้อข้ามทวีป

22 ก.ย. 2552

"กษิต-อลงกรณ์" สวมบทมวยแทน"อภิสิทธิ์"จ้อข้ามทวีป ระบุ ตปท.เเละอเมริกาเชื่อมั่นเเละยอมรับนายกฯฟุ้งลั่นไทยข้ามวิกฤตเศรษฐกิจเเละเตรียมหลุดเงื่อนไขการเมืองเเล้ว

(22ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เเละนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ พร้อม นายปณิธาน วัฒนยากร  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวผ่านการถ่ายทอดสดทาง Web Conference จากประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเวลาในสหรัฐอเมริกา คือ 21.30 น.ของวันที่ 21 ก.ย. ในภารกิจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ปฏิบัติวันแรกของการเดินทางไปการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64 ณ นครนิวยอร์ก และการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ( G 20) ที่เมือง Pittsburgh ในระหว่างวันที่ 21 - 27 ก.ย. มาออกรายการแทนนายกฯที่ติดภารกิจงานเลี้ยงรับรองผู้ค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ในไทย   

 โดยนายปณิธาน กล่าวว่า วันที่ 23 ก.ย.เวลา 10.00 น. ของประเทศไทย นายอภิสิทธิ์จะคอนเฟอเรนซ์พบปะสื่อมวลชนอย่างแน่นอนก่อนที่จะเดินทางไปเปิดงาน การประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติและเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ต่อไป จากนั้นในวันนี้นายกฯ จะโทรศัพท์ให้สัมภาษณ์สดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ในเวลา 19.00 น. นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ จะให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ FOX  NEWS สถานีโทรทัศน์ทางสหรัฐอเมริกา ในเวลา 18.00 น.

 ต่อมานายอลงกรณ์แถลงว่า ทันทีที่นายกฯลงจากเครื่องบินไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ปฏิบัติภารกิจทันทีคือพบปะนักลงทุน ผู้จัดการกองทุน และบริษัทหลักทรัพย์ และได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนรายใหญ่ระดับท็อปเทนของโลก   โดยนายกฯได้สร้างความเชื่อมั่น เพราะอยู่ในภาวการณ์ขาขึ้นทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจโดยเฉพาะเอสพี 2 หรือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพราะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของไทยจำนวน 1.4 แสน ล้านล้านบาท เพราะนักลงทุนต้องการทราบทิศทาง ของรัฐบาลในการฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งในการลงทุนของประเทศว่าเน้นอะไร บ้าง โดยนายกฯชี้แจงสถานการณ์ปัจจุบันด้านการลงทุนระยะยาว คือ 1. การลงทุนด้านการศึกษา 2. การลงทุนด้านสาธารณสุข  3.การลงทุนด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์  4. การลงทุนด้านชลประทานเพื่อการเกษตร 5. การลงทุนด้านการท่องเที่ยว 6. การลงทุนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเรื่องนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ลงทุนในไทยลำดับต้นๆ

 นายอลงกรณ์ กล่าวว่า นายกฯได้กล่าวปราศรัยกับ 40 บริษัทผู้นำเข้าของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าสินค้าไทย 6 แสนกว่าล้านบาท  ถือเป็นผู้ส่งออกสินค้ามายังไทยในลำดับที่ 3 ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาคือคู่ค้าสำคัญของไทยแต่เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบ ตัวเลขการนำเข้าสอนค้าไทยจึงลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ 7 เดือนแรก หากเทียบกับตัวเลขในไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าดีขึ้น และสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวแล้ว   และนายกฯได้กล่าวอีกว่า ไทยผ่านจุดต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจไทยแล้ว ตัวเลขดัชนี้ชี้วัดทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกตัวเชื่อว่าสถานการณ์ขาขึ้นแบบ นี้จะทำให้การค้าระหว่างไทย - สหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัว โดยในปีหน้าจะมีการนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่นายกฯได้สร้างความเชื่อมั่นและทำให้เกิดความชัดเจน

 นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การเมืองที่มีข้อกังวลและมีคำถามว่ารัฐบาลมีแนวทางอย่างไร   นายกฯชี้แจงว่าวันนี้สถานการณ์คลี่คลายดีขึ้น และหลังกลับจากสหรัฐอเมริกานายกฯจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลยังดำเนินนโยบายสมานฉันท์ปรองดองคู่กันไป รัฐบาลนี้ทำงาน 9 เดือน สถานการณ์ก็ดีขึ้นแม้จะมีการชุมนุมบ้างแต่สหรัฐอเมริกาก็เข้าใจว่าเป็นสิทธิของประชาชนในการชุมนุมแสดงความเห็นที่แตกต่าง โดยนายกฯกล่าวว่ารัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีในการดูแล ทำให้สหรัฐอเมริกาพอใจเรื่องนี้

 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯสอบถามว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการเจรจามากน้อยเพียงใด นายอลงกรณ์กล่าวว่าคิดว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ คือ 1 นายกฯเป็นที่ชื่นชมว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่ มีการศึกษาดี มีวิสัยทัศน์ เป็นคนเก่งและเป็นนักประชาธิปไตยเพราะได้พิสูจน์ตัวเองในวิถีทางการเมืองมา 17 ปี สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร   บริษัทการลงทุนต่างๆวิเคราะห์ความเสี่ยงและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ จนเกิดความเชื่อมั่นประเทศไทย 2 ความ เชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ นักลงทุนเห็นว่า ไทยฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจเร็วกว่าที่คิดและตรงกับตัวเลขข้อเท็จจริงที่ ปรากฏ เช่นดัชนีการผลิตภาคอุตสาตกรรม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือการส่งออกนั้น ตัวเลขทุกส่วนเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทคู่ค้าของไทยมีความเชื่อมั่นและยิ่งทราบแผนลงทุนขนาดใหญ่ใน โครงการไทยเข้มแข็งแล้วจึงเห็นว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้วโดยเฉพาะนโยบาย เศรษฐกิจสร้างสรรค์   ถือเป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้วและรู้สึกดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าในโครงการนี้

 นายวัชระ ถามว่าตอนนี้มีการให้ความสนใจด้านการลงทุนหรือมีการลงนามที่จะมาลงทุนในไทยบ้าง หรือไม่ นายอลงกรณ์กล่าวว่า ภารกิจของนายกฯในครั้งนี้ไม่มีการลงนามใดๆเป็นเพียงโรดโชว์ที่สร้างความ เชื่อมั่นเพื่อสร้างประเด็นข้อมูลข่าวสารและความมั่นใจด้านเศรษฐกิจ ส่วนภารกิจวันที่ 23 ก.ย.นั้นนายกฯมอบให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการด้านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยจะพบดีไซน์เนอร์ชาวไทยที่ประสบความสำเร็จมากในระดับโลกและอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก   นอกจากนั้นจะพบสถาบันแฟชั่นระดับโลกเพื่อต่อยอดความร่วมมือของนโยบายดังกล่าว  

 รมช.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะมีการพบปะกับผู้นำเข้ารายใหญ่ทางด้าน อาหารที่มีอยู่ทั่วสหรัฐฯ และกลยุทธการเจาะตลาด ที่นอกเหนือจากการเข้าตามชายฝั่ง และสินค้าฮาลาน ส่วนสินค้าเกษตรฯ ร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ในสหรัฐฯ ตนได้ไปชอปปิ้งพบว่า ข้าวของไทยจากสุรินทร์มีทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวขาวธรรมดา ซึ่งนายกฯและกระทรวงพาณิชย์ต้องการเพิ่มมูลค่าข้าวของเกษตรกรไทย ดังนั้นการเพิ่มมูลค่าให้กับส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายนี้มา ทำให้ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 340 บาท การพบปะกับผู้นำเข้ารายใหญ่ และการขายในรูปแบบของซูปเปอร์มาเก็ตเป็นภารกิจหนึ่งที่จะพบ และการบริหารจัดการคลังสินค้าท่าเรือของผู้นำเข้ารายใหญ่ด้วย เราทำเรื่องของการเพิ่มมูลค่าตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งในเรื่องของการออกแบบ การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า เพิ่มมูลค่าทางการค้า ซึ่งจะเพิ่มมูลค่า โดยนายกฯได้พูดถึงเรื่องของยางพาราด้วย ได้พูดกับนักลงทุน และผู้นำเข้าว่า ยางพารางสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 4 ถึง 5 เท่า จะทำให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

 ขณะที่นายกษิต แถลงว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติ 3 ภารกิจ คือ ได้พบกับบริษัทตลาดหลักทรัพย์ บริษัทกองทุน และพบกับกลุ่มบริษัทที่นำเข้าสินค้าไทย   ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มได้พบนายกฯได้ย้ำคือเรื่ องของภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยที่ได้ผ่านรัฐสภา และได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนมี.ค. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน และการท่องเที่ยวของไทย และสิ่งที่คู่ขนานกับเศรษฐกิจนายกฯได้ย้ำก็คือ เสถียรภาพทางการเมืองของไทย ผ่านตามครรลองของไทยคือ ผ่านรัฐสภา และประเด็นปัญหาความเห็นที่แตกต่าง ความขัดแย้งทางด้านการเมืองนั้น ก็ได้มีคณะกรรมสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองฯ ที่มีคณะทำงาน 40 คนที่รัฐสภาได้แต่งตั้ง และได้มีข้อเสนอมา 6 ประเด็น และเมื่อวันที่ 16-17 ก.ย.ที่ผ่านมาก็ได้มีการอภิปรายอย่างกว่างขวางในสภา

 นายกษิต กล่าวต่อว่า เมื่อนายกฯเดินทางกลับประเทศไทย จะให้พรรคการเมือง, ส.ส., ส.ว.ได้เลือกคือ จะพิจารณาข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร จะเป็นสมัชชาแห่งชาติ จะเป็นพรรคการเมืองว่ากันในสภา หรือจะมีคณะกรรมการพิเศษ ตรงนี้เป็นการตอกย้ำให้กับนักลงทุน นักธุรกิจต่างชาติเห็นว่า เราเพียรพยายามแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยสันติวิธี ด้วยการเจรจา และเป็นการสะท้อนขีดความสามารถของรัฐบาลเเละนายอภิสิทธิ์ ว่า สามารถดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไปได้ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมือง การแก้ไขปัญหาทางการเมือง ด้วยสันติวิธี ด้วยการเจรจา โดยทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม สุนทรพจน์หรือเป้าหมายการกล่าวต่างๆ ที่ผ่านมา กลุ่มนักธุรกิจ 3-4 กลุ่มได้ตระหนักดี และเชื่อว่าจะมีความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาลและตัวประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

 รมว.ต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 23 ก.ย.นายกฯจะมีภารกิจ 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1. การประชุมสุดยอดผู้นำสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องโลกร้อน ที่สหประชาชาติ 2. การกล่าวกับกลุ่มผู้ลงทุนหรือบริษัทที่ได้มีการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ที่จะไปลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการบริหารจัดการของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรมของไทย ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา นายกฯจะไปกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อประเทศไทยภายหลังวิกฤตการณ์ การที่จะเสริมสร้างสังคมประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หลังจากนั้นจะสัมภาษณ์สื่อมวลชนสหรัฐอเมริกา 3 สำนักเเละการพบผู้แทนชุมชนชาวไทย ประมาณ 300 คน ที่จะมาจากนครนิวยอร์ก ชิคาโก้ ลอสแอนเจลิส และกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อตอบข้อข้องใจของคนไทยเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อคนไทยที่อยู่ในสหรัฐ อเมริกาถึงความเป็นไปของสังคมไทย และสิ่งที่เราจะเพียรพยายามในการสร้างความสามัคคี และความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้นายกฯจะออกรายการ “ที่นี้ไทยยูเอสเอ” พูดกับทางสื่อที่กรุงเทพฯโดยตรงในวันที่ 23 ก.ย.นี้

 นายกษิต กล่าวต่อว่า สำหรับการพูดที่วิทยาลัยโคลัมเบียก็จะหนักไปทางการเมือง ส่วนการพูดกับนักธุรกิจจะสอบถามเสถียรภาพทางการเมืองด้วย เพราะนั้นเรื่องเศรษฐกิจ หรือการเมือง คล้ายๆ เป็นคู่แฝดหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหลังจากนี้นักธุรกิจ หรือนักลงทุนได้ฟังนายกฯชี้แจงแล้ว ก็เข้าใจมากขึ้น เพราะได้มีการติดตามรัฐบาลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา และการที่นายกฯได้มาปรา

 กฎตัวพูดกับนักธุรกิจโดยตรง เท่ากับเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ได้เริ่มมีต่อประเทศไทยแล้ว และการที่เขาได้มาปรากฎตัวกันเป็นร้อยของนักธุรกิจและนักลงทุน เท่ากับว่าเขาสนใจเกี่ยวกัปประเทศไทย และนายกฯได้พูดถึงการร่วมตัวของอาเซียนด้วย โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาและในปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน ได้ชี้ให้เห็นว่า อาเซียนจะแปลสภาพจากสมาคมเป็นประชาคม จะมีพลเมืองเกือบ 600 ล้านคน และเป็นตลาดเดียว ก็จะทำให้ศักยภาพการเป็นแหล่งตลาด การทำมาหากินให้กับต่างประเทศ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจสหรัฐอเมริกานั้น ศักยภาพมหาศาล

 รม ว.ต่างประเทศ กล่าวต่อว่า สำหรับงานที่สำคัญในกรอบของสหประชาชาติคือ พบเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้นำของประเทศลิเบีย และพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในงานเลี้ยงรับรองในช่วงค่ำ และมีกำหนดการพบกับผู้นำหลายประเทศก็นัดหมายกันอยู่ แต่ยังไม่ลงตัว ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย

 ผู้สื่อข่าวถามนายกษิตว่าได้มีการคุยกับนายกรัฐมนตรีกรณีที่มีการปะทะกัน ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับชาวบ้านภูมิซรอล  อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีษะเกษ เรื่องเขาพระวิหารเมื่อสุดสัปดาห์ที่เเล้วหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่มีการพูดคุย แต่หากมีอะไรตนก็มีหน้าที่ชี้แจง และกระทรวงการต่างประเทศ กรมสารนิเทศ กรมเอเชียแปซิฟิก หากมีประเด็นปัญหาอะไรก็สามารถให้ข้อมูลต่อสื่อหรือประชาชนทั่วไปได้

 เมื่อถามว่าได้มีการสอบถามหรือประสานกับกลุ่มพันธมิตรฯถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายกษิต กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯได้พบกับแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว ได้รับการชี้แจงหมดแล้ว นอกจากนี้หากมีประเด็นปัญหาอะไร กรมสารนิเทศ หรือโฆษกต่างประเทศนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายการเมือง ได้ให้สัมภาษณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสิบๆครั้งแล้ว

 เมื่อถามว่า วันนี้มีความกังวลต่อกรณีที่ปปช.จะชี้มูลกรณีปราสาทพระวิหารเพราะอาจจะกระทบ กับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระทรวง นายกษิต กล่าวว่า ในฐานะเพื่อนข้าราชการ ส่วนใหญ่เคยเป็นลูกน้องตน ในฐานะเคยอยู่บ้านเดี่ยวกันต้องมีความห่วงใยเพราะเคยเป็นลูน้องมาทั้งนั้น ส่วนกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไรก็เป้นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ก็ให้การตัดสินเกิดขึ้นก่อน ส่วนจะช่วยเหลืออย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 ขณะ ที่นายไชยา ยิ้มวิไล ที่ปรึกษาทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้สอบถามว่า ความสนใจของนักลงทุน และผู้แทนประเทศต่างๆที่ร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติมีความห่วงใยมากแค่ไหนในสถานการณ์ เมืองไทย และความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุน ชาวอเมริกัน เเละผู้ร่วมประชุม มีความเชื่อมั่นต่อนายอภิสิทธิ์มากน้อยขนาดไหน นายกษิต กล่าวว่า ระดับความสนใจ ความห่วงใยทางด้านการเมืองของไทยมีอยู่มาก เพราะว่ามันกระทบกระเทือนต่อการลงทุน แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยดำเนินการตลอด และนายอภิสิทธิ์ชี้แจงกับสื่อต่างประเทศ และผู้แทนระดับสูงภาคธุรกิจของสหรัฐอเมริกา

 “วันนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ได้เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางของประเทศ และเสถียรภาพที่เพิ่งจะมีทั้งเศรษฐกิจ และการเมือง อยากจะมาฟังจากปากนายกฯด้วยตัวเอง และวันนี้เขาได้ฟังเต็มหู ตอบคำถามชัดเจน โดยเฉพาะทิศทางจะไปทิศไหนอย่างไร เช่นการลงทุนใหญ่หลวงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมต่อในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาคน โดยเฉพาะการศึกษา สุขภาพ คุณภาพชีวิต ทุกอย่างมีโครงการถึง 400 โครงการ เป็นเงิน 45 พัน พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ตัวเลขาก็ออกมาชัด ตรวจสอบได้ จับต้องได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลลงทุน รัฐบาลมีเงิน ไม่ใช่พูดลอยๆ หาเงินทั่วประเทศ ความพร้อมมีแน่นอน และไม่ได้พูดปากเปล่า สถิติมีกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ วันนี้มาฟังจากนายกฯ ข้อสงสัยพวกนี้ ” นายกษิต