
สพก.อาสาคัดนักมวย ลุยศึกมาร์เชียลอาร์ต
สมบัติ คุรุพันธ์ ผอ.สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) อาสาเคลียร์ปัญหาองค์กรมวยไทยซ้ำซ้อน เผย 2 สมาคม ทั้งสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และสมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทย มีท่าทีที่อ่อนลง แต่ถ้ายังคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะศึกเอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ต คร
นายสมบัติ คุรุพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจาก นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ช่วยแก้ไขปัญหากรณีองค์กรมวยไทยซ้ำซ้อน ซึ่งเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ในขณะที่การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ต ครั้งที่ 1 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพวันที่ 25 เมษายน-3 พฤษภาคมนี้ มวยไทย ซึ่งเป็นกีฬา 1 ใน 9 ชนิดที่มีการชิงชัย ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะคัดเลือกนักกีฬาเพื่อส่งเข้าแข่งขันได้อย่างไรนั้น ตนมีโอกาสหารือกับ นายศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ นายกสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ นายกสมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทยแล้ว นายกทั้ง 2 คน มีเจตนารมณ์ที่ดี และมีท่าทีที่อ่อนลงมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะต้องพิจารณาจากคดีความ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองด้วย หากทั้ง 2 สมาคมมีความต้องการจะทำให้ปัญหายุติลง ก็เชื่อว่ามวยไทยจะเป็นกีฬาที่มีเอกภาพ และต่างชาติก็จะให้ความร่วมมือในการผลักดันกีฬามวยไทยให้ก้าวหน้าต่อไป แต่หากยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ในขณะที่การแข่งขันเอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ต ครั้งที่ 1 ก็ใกล้เข้ามาแล้ว ก็อาจจะต้องใช้วิธีเดิมเหมือนครั้งที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อ 2550 นั่นคือการตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมา 1 ชุด คัดเลือกนักกีฬาเพื่อส่งแข่งขัน
นายสมบัติกล่าวในตอนท้ายว่า สพก.พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าว ตนเคยรับหน้าที่คัดเลือกนักกีฬามวยไทยซีเกมส์ครั้งที่ 24 มาแล้ว โดยทำได้ถึง 11 เหรียญทอง จากที่มีการชิงชัย 12 เหรียญทอง แม้ว่า ทั้ง 2 สมาคมอาจจะไม่ส่งนักกีฬาเข้ามาคัดเลือก แต่ก็สามารถเปิดโอเพ่น คัดนักชกจากทั่วประเทศมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยได้
ทัพบีชเกมส์รับชื่นมื่น 23.8 ล.
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จนักกีฬาทีมชาติไทยที่ประสบความสำเร็จจากการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 18-26 ตุลาคม 2551 ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ทำผลงาน 10 เหรียญทอง 17 เหรียญเงิน 10 เหรียญทองแดง โดยนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา ได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 23.86 ล้านบาท (นักกีฬา 16.5 ล้านบาท, ผู้ฝึกสอน 2.41 ล้านบาท และสมาคม 4.95 ล้านบาท)



