
สำนักจุฬาราชมนตรีเรียกร้องรัฐบาลไทยค้านฆ่าโรฮิงยา
สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี เตรียมยื่นหนังสือสหประชาชาติยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา
นายอิสมาแอน หมัดอะด้ำ ประธานกรรมาธิการฝ่ายในประเทศ สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี เปิดเผย “ผู้สื่อข่าว” กรณีเหตุการณ์การโจมตี กวาดล้าง สังหารชาว “โรฮิงยา” รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ว่า ในฐานะที่รับผิดชอบด้านมนุษยธรรม อยู่ระหว่างการร่างแถลงการณ์เพื่อนำไปยื่นให้กับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ดำเนินการกดดันให้รัฐบาลเมียนมาหยุดการกระทำดังกล่าว รวมถึงองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ หรือประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้
“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือกับผู้ใหญ่ นักสิทธิมนุษยชน โดยการรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาปรึกษาหารือกัน ก่อนจะนำมาซึ่งการสรุปว่าเราจะแสดงด้วยท่าทีอย่างไร คงจะในเร็วๆ นี้ เพราะถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องไปยังองค์การสหประชาติ อาเซียน และประเทศเพื่อนบ้าน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอาเซียนจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวไม่ได้” นายอิสมาแอน กล่าวและว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงกว่าปี 2555 และปี 2559 ที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ซึ่งมีความรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากมีเจตนาที่จะกวาดล้างชาวโรฮิงยาให้หมดไปจากพื้นที่ เมื่อลำดับเหตุการณ์ก็จะเห็นว่าเป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอน โดยเฉพาะการโจมตีพื้นที่ๆ มีชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่ส่วนใหญ่
“สิ่งที่อยากเห็น สำหรับรัฐบาลไทยในขณะนี้คือ การแสดงออกในเรื่องสิทธิมนุษยชน แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ที่ชัดเจน การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก สตรี และคนแก่ ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น ทำให้เสียชีวิตโดยที่ไม่มีการวางแผนในการโจมตี แต่เป็นการโจมตีทั้งหมู่บ้าน รัฐบาลควรจะแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยให้ชัดเจน”
ส่วนที่มีการพูดถึงกองกำลังหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นายอิสมาแอน กล่าวว่า การให้คำนิยามว่ากลุ่มหัวรุนแรงกับกลุ่มใหม่นี้ ถ้าถามว่าในประเทศเมียนมามีกลุ่มที่ติดอาวุธอยู่หลายกลุ่มไหม คำตอบก็คือ มีอยู่ และมีอยู่หลายกลุ่ม แล้วทำไมกลุ่มเหล่านั้นจึงไม่ถูกเรียกว่ากลุ่มหัวรุนแรง ทั้งๆ ที่กลุ่มต่างๆ เหล่านั้นก็มีพฤติกรรมไม่แตกต่างกัน ฉะนั้นถ้ากลุ่มโรฮิงยาจะเพิ่มขึ้นมาอีกกลุ่มเพื่อปกป้องหมู่บ้านของตนเอง ปกป้องชีวิตของตนเอง ผมก็ยังมองว่าเป็นกลุ่มติดอาวุธเพื่อปกป้องตนเอง แต่ไม่ถึงขั้นเป็นกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงข้ามชาติ
ประธานกรรมาธิการฝ่ายในประเทศ สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ในขณะนี้ทางสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ก็ได้ระดมความช่วยเหลือด้วยการบริจาคได้ที่สำนักจุฬาราชมตรี เช่น อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ตอนนี้ทางเมียนมายังไม่อนุญาตให้องค์กรต่างชาติเข้าไปในพื้นที่



