
ดีเดย์ 1 ต.ค.ช่วยคนจนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ธงฟ้าประชารัฐ" ผนึก 5 ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก ดีเดย์ 1 ต.ค.ช่วยคนจนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
คนจนเตรียมเฮหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอโครงการประชารัฐสวัสดิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป โดยผู้มีสิทธิ์ที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว 11.67 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 14.1 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลจะเริ่มแจกบัตรให้คนจนที่มาลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนที่จะถึงนี้
การจัดสรรวงเงินให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะใช้วงเงินงบประมาณในการอุดหนุนสวัสดิการให้แก่หน่วยงานต่างๆ ประมาณเดือนละ 3,495 ล้านบาท หรือปีละ 41,940 ล้านบาท ผ่านกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้น โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วในปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 46,000 ล้านบาท
สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวถึงขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นมาตรการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยให้วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยผู้มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินคนละ 200 บาทต่อเดือน และผู้ที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินคนละ 300 บาทต่อเดือน รวมทั้งจัดให้วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
“กระทรวงการคลังได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์นำเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติที่ใช้สำหรับรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปติดตั้งตามร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้นำฐานข้อมูลของผู้ลงทะเบียนไปสำรวจว่าร้านค้าควรจะกระจายในจุดใดของประเทศบ้าง ซึ่งตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะให้มีถึง 500,000 ร้านค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถนำบัตรสวัสดิการไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง”
อธิบดีกรมบัญชีกลางระบุอีกว่าสำหรับส่วนที่สองเป็นมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยจะให้วงเงินค่าโดยสารรถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อเดือน รถโดยสารบขส. 500 บาทต่อเดือน และค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อเดือน โดยได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการดำเนินการ สำหรับคนกรุงเทพฯ และอีก 6 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา จะได้รับบัตรสวัสดิการแบบที่มี 2 ชิป โดยชิปแรกจะใช้กับรถเมล์และรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัตรแมงมุมหรือระบบตั๋วร่วมที่กระทรวงคมนาคมกำลังพัฒนาที่จะใช้กับระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดในกรุงเทพมหานครในอนาคต
สำหรับการใช้ระบบตั๋วร่วมหรือที่เรียกว่าบัตรแมงมุมนั้นจะใช้เชื่อมการเดินทางของประชาชนที่สัญจรโดยเรือโดยสาร รถไฟฟ้าและรถประจำทาง ซึ่งจะมีการจัดตั้งสำนักงานโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ขึ้นมาด้วย โดยบัตรแมงมุมจะนำร่องใช้กับรถเมล์ของขสมก.จำนวน 800 คันในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ เป็นต้นไป
ขณะที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยแนวทางการดำเนินการในนำเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติที่ใช้สำหรับรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปติดตั้งตามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ว่าขณะนี้เชิญผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) มาหารือถึงแนวทางร่วมกันที่จะจัดส่งสินค้าเพิ่มเติมเข้ามายังร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ตามนโยบายรัฐบาลที่ได้จัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเบื้องต้นสินค้าจำเป็นที่จะกำหนดมาจัดขายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี เป็นต้น และเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ที่ผลิตทำออกมาจำหน่ายอยู่แล้วไม่ใช่แบรนด์ใหม่
อย่างไรก็ดี ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานที่จัดหาสินค้าและร้านค้าปลีก (โชห่วย) ร้านค้าชุมชม มาเข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ เบื้องต้นตั้งเป้าที่จะผลักดันให้มีร้านธงฟ้าประชารัฐครอบคลุมทุกตำบล หรือประมาณ 8 พันแห่ง ให้ได้ก่อนวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จากนั้นก็จะขยายร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเพิ่มเติมออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งคาดว่าจะมีวงเงินจากการใช้จ่ายซื้อสินค้าภายในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามวงเงินที่รัฐบาลกำหนดประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาทต่อปี
“วงเงินที่จะถูกนำเข้ามาในระบบซื้อสินค้าผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ 3.8 หมื่นล้านบาทต่อปี คิดจากฐานวงเงินที่ผู้มีรายได้น้อยตามระเบียบกำหนดจะได้รับ คือต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ได้รับวงเงินในบัตร 300 บาท และผู้มีรายได้เดิน 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีได้รับ 200 บาท จึงเชื่อว่าจะมีการนำมาซื้อสินค้าวงเงินเต็มทุกเดือนทั้งหมด แม้จะไม่เพียงพอแต่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพ และไม่สามารถนำมาซื้อสินค้าเหล้าและบุหรี่ได้”
ด้าน นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน ยอมรับว่าสินค้าภายใต้โครงการร้านธงฟ้าประชารัฐจะเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด 15-20% โดยกรมการค้าภายในและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ จำนวน 5 ราย ได้แก่ สหพัฒนพิบูล ยูนิลีเวอร์ไทย คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล และเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ ปัจจุบันร้านค้าเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐแล้วประมาณ 6,500 แห่งทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยกรมจะเร่งเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ได้ตามเป้าหมายประมาณ 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งอยากจะขอเชิญชวนร้านโชห่วยทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐเพื่อรองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์ซื้อสินค้าจากผู้ผลิต 5 ราย ในราคาพิเศษ ส่วนเครื่องรูดบัตร ธนาคารกรุงไทยจะเป็นผู้ติดตั้ง เพื่อบันทึกข้อมูลการซื้อสินค้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและรับโอนค่าซื้อสินค้าจากกรมบัญชีกลางโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
รูปแบบบัตร (สมาร์ทการ์ด) สวัสดิการผู้มีรายได้น้อย
สำหรับบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยเป็นบัตรสมาร์ทการ์ด ด้านหน้าจะมีรูปถ่าย หมายเลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด เลขบัตร โลโก้ของหน่วยงานรัฐ ฝังชิปการ์ด 2 ส่วน มีแถบแม่เหล็กด้านหลัง คือชิปการ์ดส่วนที่ 1 จะบันทึกข้อมูลสิทธิสวัสดิการของรัฐ เช่น ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งมวลชนเช่นรถเมล์ รถไฟฟ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับบัตรแมงมุมของกระทรวงคมนาคม และใช้จ่ายซื้อสินค้าธงฟ้า
ชิพการ์ดส่วนที่ 2 จะเป็นบัตรเงินสด E-Wallet ที่ประชาชนสามารถเติมเงินเพิ่มเติมได้ โดยบัตรนี้จะมีอายุใช้งานนาน 5 ปี จะเริ่มแจกให้ประชาชนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนและใช้ได้จริงในวันที่ 1 ตุลาคม



