ข่าว

วุฒิฯเห็นชอบพรบ.กู้เงิน4แสนล้าน51ต่อ34

วุฒิฯเห็นชอบพรบ.กู้เงิน4แสนล้าน51ต่อ34

21 ก.ย. 2552

วุฒิฯรุมจวก “ กรณ์-กอร์ปศักดิ์ ” ข่มขู่ต้องผ่านกม.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่งั้นศก.พัง สุดท้ายลงมติหักหน้าแก้ไขสาระสำคัญต้องส่งให้รัฐสภาพิจารณา ก่อนนำเงินไปใช้ “ คำณูน ” เล็งยื่นศาลรธน.วินิจฉัย พรบ.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรธน.

 (21ก.ย.)ที่รัฐสภาวันนี้ได้มีการประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ (เงินกู้ 4 แสนล้านบาท) ในวาระ 2-3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นการพิจารณาเรียงตามมาตรา

 โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ที่สงวนคำแปรญัตติ ตั้งแต่มาตรา 1 จนถึงมาตราสุดท้ายได้อภิปรายในภาพรวมว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เพราะไม่มีรายละเอียดที่จะตรวจสอบว่าจะนำเงินไปใช้อะไร ดังนั้นถึงแม้ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ตนและเพื่อน ส.ว.จำนวนหนึ่ง จะร่วมกันเข้าชื่อ เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนตัวไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน

 ส.ว.สรรหาผู้นี้ กล่าวยืนยันว่า ไม่ต้องการเตะถ่วงที่จะไม่ให้รัฐบาลมีงบประมาณมาบริหารราชการแผ่นดิน แต่ทำเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในหลักการใช้งบประมาณต่อไป เราต้องปฏิรูประบบงบประมาณ รัฐบาลต้องอยู่บนหลักและต้องทำตามรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างควรเข้าตามตรอกออกตามประตู ซึ่งมีหลายช่องทางที่รัฐบาลจะทำได้อาทิ การแก้ไขพ.ร.บ.หนี้สาธารณะหรือการแก้ไขเพิ่มเติมร่างแก้ไขงบประมาณกลางปี

 " ที่ผ่านมาวุฒิสภากว่า 80% ได้อภิปรายคัดค้านในวาระที่ 1 แต่ก็รับในหลักการเพื่อจะมาแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็เป็นไปตามคาดว่ารัฐบาลจะไม่ให้มีการแก้ไขในหลักการของร่าง ทำให้เราไม่สามารถควบคุมการใช้งบประมาณได้ ทั้งที่นายกฯได้กล่าวเป็นสัจจะกลางที่ประชุมวุฒิสภาว่า ขอให้รับไปก่อนและค่อยแก้ใขในชั้นกรรมาธิการ ตนคิดว่าทำยาก ทำให้เชื่อโดยบริสุทธิ์ว่านี่คือการขอใช้เงินนอกงบประมาณ ชื่อร่างเป็น พ.ร.บ. แต่หัวใจเป็น พ.ร.ก. "นายคำนูณระบุ

 จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณามาตรา 3 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญที่สุด เนื่องจากคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้มีการแก้ไขในหลักการ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติครม. มีอำนาจกู้เงินบาทในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ครม.เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.บ.นี้ต่อรัฐสภา “ เพื่อพิจารณา ” ก่อนเริ่มดำเนินการ โดยแสดงรายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่าย จากร่างเดิมของรัฐบาลที่ให้แจ้ง “ เพื่อทราบ ” เท่านั้น

 ทั้งนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในฐานะกรรมาธิการฯที่สงวนความเห็น ชี้แจงว่าขอให้คงไว้ตามร่างที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ คือ “ เพื่อทราบ ” เพราะตามแผนไทยเข้มแข็งต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงประชาชนได้เร็ว และเม็ดเงินจะตามพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปติดๆ ทำให้รัฐบาลต้องเสนอในลักษณะเพื่อทราบต่อรัฐสภาเท่านั้น

 นายกรณ์กล่าวต่อว่า กังวลว่าหากเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณา จะขัดต่ออำนาจหน้าที่สภาในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่า หากเสนอให้รัฐสภาเพื่อพิจารณาจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 171 สำหรับการตรวจสอบการใช้จ่ายนั้น รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้มีทั้งตั้งกระทู้ หรือขอเปิดอภิปราย จึงยืนยันว่าหากที่ประชุมยืนยันให้มีการแก้ไข รัฐบาลก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งศาลจะต้องดูว่าการแก้ไขนั้นส่งผลต่อสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.โดยรวมหรือไม่ ถ้าศาลเห็นตามรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา จะทำให้ร่างตกไป ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะตามมาระดับที่คำนวณไม่ได้ ตนไม่ได้ข่มขู่หรือบีบบังคับ แต่เป็นแนวโน้มข้อกฎหมายที่อาจเป็นไปได้

 ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯชี้แจงว่า ที่สมาชิกสงสัยว่าร่างพ.ร.บ.นี้ เป็นการใช้เงินนอกงบประมาณ และไม่ไว้ใจ ฝ่ายบริหารก็มีความกังวลไม่ต่างกัน แต่การจะนำระเบียบทั้งหมดที่ฝ่ายบริหารวางไว้ มาใส่ในกฎหมายก็คงไม่ใช่ เพราะความยืดหยุ่นจะหายไป และกระบวนการตรวจสอบก็มีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวล ตนมองในแง่การปฏิบัติได้หรือไม่ได้ หากต้องเสนอให้รัฐสภาเพื่อพิจารณาแต่ละโครงการ กว่าจะออกจากรัฐบาลมาสภาผู้แทนฯ มาวุฒิสภา ใช้เวลานานกว่าจะใช้เม็ดเงินได้ และหากสภาไม่เห็นชอบ ก็ต้องกลับไปครม.ใหม่ ซึ่งไม่เคยมี และอยากให้ลองคิดในแง่กระบวนการนิติบัญญัติ หากวุฒิสภายืนยันแบบนี้ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันของสองสภา สุดท้ายหากในสภาผู้แทนฯโหวตแพ้ รัฐบาลก็ต้องลาออก ถ้าโหวตชนะ ข้อเสนอดีๆของวุฒิสภาก็จะตกไป

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกรณ์และนายกรอ์ปศักดิ์ชี้แจงเสร็จ ส.ว.หลายคนได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความไม่พอใจ อาทิ พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี นายคำนูณ สิทธิสมาน นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ต่างระบุว่า ที่นายกรณ์ และนายกอร์ปศักดิ์ สงวนคำแปรญัตติ แล้วมาขู่ว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหากวุฒิสภายังยืนยันตามที่กรรมาธิการฯเสียงส่วนใหญ่แก้ไขนั้น แล้วแต่มุมมองของกฎหมาย แต่คิดว่าโครงการทั้งหลายควรให้รัฐสภาพิจารณา เพราะสภาไม่ได้เป็นตรายาง การมาขู่ทั้งเรื่องอาจขัดรัฐธรรมนูญ หรืออ้างว่าหากกฎหมายตกไปจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมหาศาลนั้น คงไม่เป็นเหตุผล และวุฒิสภาแห่งนี้มาขู่กันไม่ได้ ลองดูจากกฎหมายก่อนหน้านี้ที่วุฒิสภาคว่ำไปหลายฉบับ ก็เป็นข้อพิสูจน์

 ทำให้นายกรณ์ต้องลุกขึ้นชี้แจงซ้ำด้วยท่าทีที่อ่อนลงว่า ต้องขออภัยถ้าการชี้แจงของตนทำให้สมาชิกเกิดความรู้สึกไม่ดี แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาข่มขู่สภาด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจ เดิมตนมีกำหนดการที่จะต้องอยู่ร่วมการประชุมสหประชาชาติกับคณะของนายกฯ แต่เล็งเห็นความสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงรีบเดินทางกลับมาเข้าร่วมประชุม โดยมาถึงไทยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทำให้สมองอาจยังไม่ทำงาน ต้องขออภัยด้วย แต่ขอให้เชื่อใจในความโปร่งใสการใช้จ่ายงบประมาณ ที่จะนำสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้ามามีส่วนร่วม โดยจะให้สตง.จังหวัดติดตามและรายงานรัฐบาล เพื่อรัฐบาลจะนำมารายงานต่อรัฐสภา จะทำทุกวิถีทางเพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้รั่วไหล

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าถึงนายกรณ์และนายกอร์ปศักดิ์จะพยายามชี้แจงอย่าง แต่ในที่สุด ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติในมาตรา 3 โดยมีมติเห็นด้วยกับร่างที่คณะกรรมาธิการฯเสียงส่วนใหญ่แก้ไข ด้วยคะแนน 51 ต่อ 34 ไม่ลงคะแนน 4 งดออกเสียง 1 เสียง