
ราชทัณฑ์พร้อมรับผู้ต้องหาคดีกล้ายาง
ศาลฎีกาการเมืองเริ่มอ่านคำตัดสินคดีกล้ายางตั้งแต่บ่ายสอง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ สั่งเตรียมพร้อมรองรับคำพิพากษาคดีกล้ายาง พร้อมส่งผู้คุมร่วมฟังการพิจารณาคดี ทางด้าน"ผบก.น.1" สั่งรปภ.เข้มศาลฎีกาฯ
(21ก.ย.) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้สั่งให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบความเรียบร้อยภายในเรือนจำ และเตรียมความพร้อมรองรับการอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา ซึ่งจำเลยทั้ง 44 ราย เป็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และบริษัทเอกชน ทั้งนี้หากศาลตัดสินลงโทษจำคุกผู้ต้องขังจะถูกส่งตัวมาแดนแรกรับ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจำแนกไปยังแดนคุมขังต่างๆตามกำหนดโทษ
ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกเกิน 7 ปีขึ้นไป ผู้ต้องขังจะถูกส่งตัวไปควบคุมในเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนผู้ต้องโทษที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะถูกส่งตัวเข้าแดนผู้สูงอายุ สำหรับผู้ต้องขังหญิงจะถูกส่งตัวไปทัณฑสถานหญิงกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกรณีของผู้ต้องขังเข้าใหม่ เรือนจำจะแจกคู่มือติดคุกให้คนละ 1 เล่ม ให้ผู้ต้องขังใหม่ศึกษากฎระเบียบในเรือนจำเพื่อไม่ให้ปฏิบัติตนผิดระเบียบ ซึ่งจะมีผลให้ถูกลดชั้นหรืองดการเยี่ยมญาติ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะสอบประวัติเพื่อจัดทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ พิมพ์ลายนิ้วมือ และสอบถามว่ามีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่ จากนั้นจะถูกส่งตัวเข้าแดนแรกรับเพื่ออาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า รับประ ทานอาหารเย็น และนำตัวเข้าเรือนนอน
สำหรับเวลาในการเยี่ยมผู้ต้องขังนั้นเรือนจำจะเปิดให้เยี่ยมเฉพาะวันราชการ รอบเช้าเวลา 08.30-11.30 น. รอบบ่ายเวลา 13.30 - 14.30 น. โดยญาติสามารถยี่ยมได้วันละ 1 รอบ ในส่วนของเยี่ยมนั้นเรือนจำได้บังคับใช้ระเบียบใหม่ เพื่อป้องกันการลักลอบนำยาเสพติด และสิ่งของต้องห้ามเข้ามาภายในเรือนจำ จึงไม่อนุญาตให้นำอาหารจากภายนอกเข้าเป็นของเยี่ยม จะอนุญาตเฉพาะยารักษาโรคประจำตัวตามที่มีใบรับรองแพทย์เท่านั้น
โดยญาติจะต้องซื้อของเยี่ยมจากร้านค้าสวัสดิการในเรือนจำเท่านั้น นอกจากนี้ญาติสามารถเปิดบัญชีเงินฝากให้กับผู้ต้องขังได้ โดยผู้ต้องขังมีสิทธิเบิกคูปองสำหรับใช้จ่ายในเรือนจำได้วันละ 200 บาท สำหรับเสื้อผ้า ยารักษาโรค และเครื่องใช้จำเป็นนั้น ญาติสามารถนำมาเป็นของเยี่ยมได้ โดยเสื้อผ้าจะต้องเป็นกางเกงขาสั้น และเสื้อแขนสั้น
ด้านเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกลาง จัดกำลังพร้อมอาวุธ และกุญแจมือ ไปรอฟังคำพิพากษาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมนำรถบรรทุกผู้ต้องขังของเรือนจำไปจอดรอที่ด้านข้างศาล หากมีคำตัดสินลงโทษจำคุก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวผู้โทษต้องโทษคุมขังออกจากห้องพิจารณาคดีมาควบคุมตัวในเรือนจำทันที
ก่อนหน้านั้นพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยรักษาความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายางพาราเวลา 14.00 น. ว่า ได้จัดกำลังตำ รวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อยและตำรวจปราบจลาจลอีก 50 นายพร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนเร็วปะฉะดะ 35 นาย และตำรวจฝ่ายสืบสวนอีก 30 นาย ดูแลโดยรอบบริเวณศาล
โดยตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานด้านการข่าวที่บ่งชี้ว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่อาจมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มสนามหลวง และกลุ่มของนายวรัญชัย โชคชนะ ซึ่งคงไม่มีผลต่อการดำเนินการ โดยเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปบริเวณศาลอย่างเด็ดขาด และตั้งแต่เวลา 12.00 น.เป็นต้นไปกำลังตำรวจทั้งหมดจะดำเนินการปฏิบัติอย่างเข้มงวดตามจุดต่างๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการแถลงการณ์
ศาลฎีกาการเมืองเริ่มอ่านคำตัดสินคดีกล้ายางตั้งแต่บ่ายสอง
เมื่อเวลา 14.00น. วันที่ 21 กันยายน คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกนั่งบัลลังค์อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ,นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมว.เกษตรฯ กับพวกรวม 44 คน



