
“สิริวัฒนภักดี” ทุ่มพันล้านบาทถือหุ้น 50% “จีเอ็มเอ็ม"
“สิริวัฒนภักดี” ทุ่มพันล้านบาทถือหุ้น 50% “จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง”
ธุรกิจทีวีดิจิทัลช่องใหม่ที่ประมูลและเริ่มออกอากาศในปี 2557 จำนวน 24 ช่อง เพิ่มขึ้นจากฟรีทีวีอนาล็อก 4 เท่าตัว ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดเม็ดเงินโฆษณาทีวีในอุตสาหกรรมโฆษณามีแนวโน้มลดลง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันสูง ช่วงที่ผ่านมาจึงเห็นการดึงกลุ่มทุนเข้ามาเสริมธุรกิจทีวีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 24 ส.ค.60 บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าบริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพิ่มทุนจดทะเบียนนี้ จาก 800 ล้านบาท เป็น 2,000 ล้านบาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 12 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ100 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท โดยจะจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับแกรมมี่ 2 ล้านหุ้น มูลค่า 200 ล้านบาท และบริษัท อเดลฟอส จำกัด ซึ่งมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี และนายปณต สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท
ภายหลังการเพิ่มทุนจดทะเบียน จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้งเสร็จสิ้น บริษัทแกรมมี่และบริษัทอเดลฟอส มีฐานะเป็นผู้จองซื้อแต่ละฝ่ายจะถือหุ้นในจีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง ในสัดส่วนฝ่ายละ 50% ของทุนจดทะเบียน
นางสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มีเดีย บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทอเดลฟอส จำกัด เข้ามาร่วมถือหุ้นเพิ่มทุนบริษัทจีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง จำกัด สัดส่วน 50% มูลค่าเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท เป็นดีลการเจรจาเข้ามาถือหุ้นเพิ่มทุน ไม่ใช่การขายหุ้นเดิม โดยโครงสร้างการบริหารของกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม”
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจาก อเดลฟอส มองเห็นศักยภาพการเติบโตของกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง ซึ่งประกอบด้วย ทีวีดิจิทัล ช่องจีเอ็มเอ็ม 25, วิทยุเอไทม์มีเดีย, จีเอ็มเอ็ม ทีวี และเอไทม์ ทราเวิลเลอร์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
“การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะมาช่วยเสริมให้บริษัทมีความแข็งแกร่งด้านคอนเทนท์มากขึ้น และโอกาสเติบโตเร็วขึ้นในอนาคต”
นายมารุต บุรณะเศรษฐกุล ตัวแทนผู้บริหารเครือไทยเจริญ คอร์ปอเรชั่น หรือทีซีซี กรุ๊ป กล่าวว่าตามที่ตระกูล “สิริวัฒนภักดี” จะเข้าลงทุน 1,000 ล้านบาท ถือหุ้นในจีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง โดยบริษัท อเดลฟอส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ส่วนตัวของนายฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี ทายาทของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร ทีซีซี กรุ๊ป มองเห็นโอกาสต่อยอดหลายธุรกิจ ไม่ได้มองเฉพาะการลงทุนธุรกิจทีวีดิจิทัล
“ต้องยอมว่าศักยภาพคอนเทนท์ของแกรมมี่มีโอกาสเติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงเทคโนโลยีสื่อ ดิจิทัล แพลตฟอร์มต่างๆทำให้สามารถนำคอนเทนท์ไปต่อยอดได้อีกมาก จะต้องค่อยๆวางแผนธุรกิจต่อไปหลังจากนี้”
ส่วนจะนำคอนเทนท์และสื่อ ที่มีไปใช้ผนึกกำลังร่วม (ซีนเนอร์ยี) กับกิจการอื่นๆในเครือของทีซีซี หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับนโยบบายของผู้ใหญ่ในองค์กรว่าจะให้ความสำคัญอย่างไร
“แกรมมี่เป็นบริษัทอันดับ 1 ด้านคอนเทนท์ คาดว่าจะเป็นผู้นำได้ตลอดไป การเข้าไปลงทุนของอเดลฟอส จะมองธุรกิจที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง ส่วนการนำธุรกิจดังกล่าวไปซีนเนอร์ยีในเครือหรือไม่ ยังต้องรอดูนโยบายของผู้ใหญ่ และมองถึงการใช้ศักยภาพของแต่ละบริษัทที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่กัน โดยนำจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายมาใช้”
นายมารุต กล่าวว่าการเจรจาธุรกิจครั้งนี้ ใช้เวลานานระยะหนึ่ง ส่วนการแผนการลงทุนในบริษัท จีเอ็มเอ็มแชนแนล คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ
ผู้สื่อข่ายรายงานว่า ปัจจุบันทีซีซีกรุ๊ป มีธุรกิจ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย อาหารและเครื่องดื่ม นำโดย บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้า, นำโดยบมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน นำโดย บริษัท อาคเนย์ ประกันภัย จำกัด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นำโดย ทีซีซี แลนด์ ธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร โดยบริษัท พรรณธิอร จำกัดซึ่งกิจการทั้งหมดสร้างรายได้ให้กับกลุ่มมากว่า 4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้คอนเทนท์จำนวนมาก ในการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้า โดยใช้กลยุทธ์การตลาดดนตรี (มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง) และบีเจซี มีสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทำตลาดแบบแมส ทั้ง 2 กลุ่ม มีการใช้ศิลปิน นักแสดง คอนเทนท์ เพื่อทำการตลาดในเชิงรุกต่อเนื่องทั้งปี
สำหรับบริษัท อเดลฟอส เป็นบริษัทลงทุนส่วนตัวของนายฐาปน-ปณต ที่ผ่านมามีการเข้าไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่ม ได้แก่บมจ.ยูนิเวนเจอร์ จำกัดและบมจ.แผ่นดินทอง ดีเวลลอปเมนท์
ทั้งนี้ นายมารุตเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าไปลงนามซื้อหุ้นจีเอ็มเอ็ม แชนแนล ครั้งนี้ ร่วมกับนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และนางสาวบุษบา ดาวเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
นักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเข้าทำธุรกรรมของของกลุ่ม นายฐาปน สิริวัฒนภักดีและนาย ปณต สิริวัฒนภักดี เข้าถือหุ้น 50% ในจีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มแกรมมี่ เพราะที่ผ่านมาธุรกิจทีวีดิจิทัลมีการแข่งขันสูง และหลายบริษัทแบกภาระขาดทุน รวมถึงแกรมมี่ มีผลประกอบการที่ไม่ดี ซึ่งการเข้ามาของกลุ่มดังกล่าว จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทแกรมมี่ โดยเฉพาะมีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจมากขึ้น สร้างโอกาสการเติบโตในกลุ่มดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตามการเข้ามาลงทุนนั้นจะช่วยลดการขาดทุนได้ส่วนหนึ่ง และระยะยาวคาดว่าจะมีการเติบโตที่ดี ประเมินว่าการร่วมทุนในครั้งนี้ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายในการทำธุรกิจร่วมกันผ่านช่องทางทีวีดิจิทัลมากขึ้นด้วย
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าธุรกิจทีวีดิจิทัล ยังมีการแข่งขันที่ดุเดือด จากเม็ดเงินโฆษณาจำกัด ทำให้ผู้ประกอบการต้องเน้นการสร้างเรทติ้ง เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งลูกค้า โดยภาพรวมจากครึ่งปีแรก พบว่าเรทติ้งของผู้นำ 2 อันดับแรกนั้นเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สวนทางกับผู้เล่นรายใหม่ที่ส่วนใหญ่มีเรทติ้งที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่มีการเติบโตดีเป็นพิเศษ นอกจากนี้การปรับตัวของผู้บริโภคเริ่มหันไปชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการปรับตัว
สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นแกรมมี่ ล่าสุดราคาปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 13.90 บาท ซึ่งเป็นราคาหุ้นสูงสุดรอบ 2 ปี จากเดือนส.ค.2558 และมาปิดซื้อขายที่ราคา 13 บาท เพิ่มขึ้น 14.04%มูลค่าการซื้อขายรวม 92.25 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรสื่อทีวี กล่าวว่าปัจจุบันทีซีซี กรุ๊ป ขยายการลงทุนในทุกอุตสหกรรม รวมทั้งธุรกิจสื่อทีวี ปลายปีก่อนซื้อหุ้นเครืออมรินทร์ เจ้าของทีวีดิจิทัล อมรินทร์ทีวี ล่าสุดเพิ่มทุนซื้อหุ้น จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เจ้าของช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ซึ่งทั้ง 2 ช่องอยู่ในกลุ่มท็อปเทนทีวีดิจิทัล ที่มีโอกาสเติบโต หลังจากได้เงินทุนพัฒนาคอนเทนท์
ขณะที่ทีซีซีฯ มองโอกาสลงทุนในสื่อทีวี เพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสารธุรกิจในเครือ ซึ่งแต่ละปีใช้งบโฆษณามูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนจากการลงทุน หากทีวีดิจิทัลมีเรทติ้งดี ปัจจุบันโฆษณาทีวียังครองเม็ดเงินสูงสุดปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท
ส่วนธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่ขายหุ้นให้กลุ่มทุนใหญ่ เนื่องจากต้องการเงินทุนในระยะยาว เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ในขณะที่การแข่งขันสูงทำให้ระยะเวลาการคืนทุนในธุรกิจนี้อยู่ที่ 5-7 ปี



