
อัยการ ตั้งคณะทำงานคัดมือดีสั่งคดีบึ้มพระมงกุฎฯ
"ศรีวราห์"รอง ผบ.ตร. นำทีม หอบสำนวนกว่าหมื่นหน้าส่งอัยการ คดีบึ้มพระมงกุฎฯ มั่นใจเหลือฝากขัง 24 วันสั่งคดีได้ ย้ำทำรอบคอบเหตุกระทบความมั่นคงชาติ
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะพนักงานสอบสวน นำสำนวนและพยานเอกสารหลักฐานคดีที่นายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อายุ 62 ปี ภูมิลำเนา กทม.อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ต้องหาก่อเหตุวางระเบิดที่ห้องจ่ายยาวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสหลายรายและทรัพย์สินยังได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 1,201,100 บาท รวมทั้งเหตุระเบิดพื้นที่อื่นใน กทม. รวม 7 สำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องทุกสำนวน ส่งมอบให้กับนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เพื่อสั่งคดี
โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนคดีที่นำส่งพนักงานอัยการ ทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรฟ้องนายวัฒนากว่า 5 ข้อหา รวม 7 สำนวน จำนวนทั้งหมด 20 แฟ้ม หรือประมาณ 1 หมื่นหน้า แต่มีเพียงข้อหาเดียวคือทำให้เสียทรัพย์ที่ขาดอายุความ ส่วนตัวนายวัฒนาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยขณะนี้นายวัฒนายังถูกคุมขังตามอำนาจของศาลในนัดฝากขังครั้งที่ 6 จึงมีเวลาอีก 24 วัน ที่พนักงานอัยการจะพิจารณาและมีคำสั่งฟ้อง ซึ่งหากอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม ก็พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการ และส่งกลับให้อัยการภายใน 3 วัน โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.1 เป็นผู้ประสานงานกับพนักงานอัยการ อย่างไรก็ดีชั้นสอบสวนขณะนี้ยังไม่พบบุคคลอื่นร่วมกระทำผิด แต่ในทางสืบสวนนั้นยังดำเนินการอยู่ หากพบผู้เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้ร่วมกระทำผิดมาลงโทษต่อไป
ด้านพ.ต.อ.ชยุต รอง ผบก.น.1 กล่าวถึงพยานหลักฐานในสำนวนว่า คดีนี้ได้ตั้งสำนวนเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นหลัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จากคดีนี้ก่อน ส่วนการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ อีก 6 สำนวน ก็ดำเนินตามมา ซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมด 7 สำนวน ประกอบด้วยพยานบุคคลกว่า 100 ปาก , พยานวัตถุ และพยานเอกสาร
ส่วนนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวว่า เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ กระทบกับความมั่นคงของประเทศ ตนจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยระดับรองอธิบดี 5- 6 คน โดยตนในฐานะอธิบดีฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อกำกับดูแลการพิจารณาสำนวนและสั่งคดีของอัยการที่รับผิดชอบแต่ละสำนวนคดีใน 7 พื้นที่ โดยอัยการจะมีความเห็นสั่งคดีได้ทันกำหนดฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 7 อย่างแน่นอน โดยการตั้งคณะทำงานของอัยการนี้ก็จะดูตั้งแต่ชั้นสั่งคดีไปจนถึงการฟ้องคดีในชั้นศาลเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศชาติ ซึ่งหากฟ้องคดีต่อศาลแล้วก็จะคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อขวัญกำลังใจและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งในแง่ความมั่นคงของประเทศชาติ แต่ทั้งนี้ ในการให้ความยุติธรรมก็ต้องให้โอกาสที่ผู้ต้องหาจะยื่นคำร้องขอประกันตัวพร้อมเหตุผลได้ อย่างไรก็ดีในชั้นสั่งคดีหากผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาก็ต้องดูว่ากรณีที่ร้องนั้นมีเหตุสมควรหรือไม่ ไม่ใช่ว่าร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาแล้วอัยการจะต้องหยุดคดี ซึ่งตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ได้ให้ต้องชะลอการฟ้องคดี ซึ่งการพิจารณาต้องให้อัยการเจ้าของสำนวนดูว่าเหตุที่ร้องนั้น สมควรจะพิจารณาหรือไม่ ถ้าไม่สมควรพิจารณาเราก็จะงดคำร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวไว้
"จะคัดมือดีที่สุดมาทำงาน ดูแลกำกับเอง ไม่น่าจะมีปัญหา ผมรับปากว่าจะทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและเพื่อจะเป็นภาพพจน์ที่ดีของประเทศชาติเราด้วยที่เกิดเหตุการณ์การเมือง ก็ขอให้ท่านไว้วางใจ ผมจะทำให้ดีที่สุด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบประเทศชาติอย่างมาก" นายณัฐจักร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวย้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวัฒนา นั้นปัจจุบันถูกคุมขังที่เรือนชั่วคราว แขวง ถ.นครไชยศรี (มทบ.11) ซึ่งตลอดการฝากขังนายวัฒนาตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.60 ไม่ได้รับการประกันตัว
โดยนายวัฒนา ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมได้หลังเกิดเหตุ ที่บ้านพักย่านรามอินทรา เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา และถูกคุมตัวไว้ 7 วันก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับไว้ดำเนินคดี โดยนายวัฒนานำชี้สถานที่เกิดเหตุตามคำรับสารภาพ พร้อมระบุว่าเคยก่อเหตุระเบิดที่ป้ายรถเมล์ หน้าเมเจอร์รัชโยธิน และหน้ากองทัพบก ถ.ราชดำเนิน เพราะไม่ชอบทหารที่ทำการรัฐประหาร
ส่วนข้อหาตามหมายจับ ประกอบด้วย ข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289 (4) , ฐานทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ,ฐานกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส, ฐานกระทำการเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายเกิดอันตรายแก่โรงเรือนฯ มาตรา 218 (4),221,222,224 ,ฐานมีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองและฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 และพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์พ.ศ.2530



