ข่าว

อัยการ ตั้งคณะทำงานคัดมือดีสั่งคดีบึ้มพระมงกุฎฯ

อัยการ ตั้งคณะทำงานคัดมือดีสั่งคดีบึ้มพระมงกุฎฯ

23 ส.ค. 2560

"ศรีวราห์"รอง ผบ.ตร. นำทีม หอบสำนวนกว่าหมื่นหน้าส่งอัยการ คดีบึ้มพระมงกุฎฯ มั่นใจเหลือฝากขัง 24 วันสั่งคดีได้ ย้ำทำรอบคอบเหตุกระทบความมั่นคงชาติ

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะพนักงานสอบสวน นำสำนวนและพยานเอกสารหลักฐานคดีที่นายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อายุ 62 ปี ภูมิลำเนา กทม.อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ต้องหาก่อเหตุวางระเบิดที่ห้องจ่ายยาวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสหลายรายและทรัพย์สินยังได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 1,201,100 บาท รวมทั้งเหตุระเบิดพื้นที่อื่นใน กทม. รวม 7 สำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องทุกสำนวน ส่งมอบให้กับนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เพื่อสั่งคดี
 
    โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนคดีที่นำส่งพนักงานอัยการ ทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรฟ้องนายวัฒนากว่า 5 ข้อหา รวม 7 สำนวน จำนวนทั้งหมด 20 แฟ้ม หรือประมาณ 1 หมื่นหน้า แต่มีเพียงข้อหาเดียวคือทำให้เสียทรัพย์ที่ขาดอายุความ ส่วนตัวนายวัฒนาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยขณะนี้นายวัฒนายังถูกคุมขังตามอำนาจของศาลในนัดฝากขังครั้งที่ 6 จึงมีเวลาอีก 24 วัน ที่พนักงานอัยการจะพิจารณาและมีคำสั่งฟ้อง ซึ่งหากอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม ก็พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการ และส่งกลับให้อัยการภายใน 3 วัน โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.1 เป็นผู้ประสานงานกับพนักงานอัยการ อย่างไรก็ดีชั้นสอบสวนขณะนี้ยังไม่พบบุคคลอื่นร่วมกระทำผิด แต่ในทางสืบสวนนั้นยังดำเนินการอยู่ หากพบผู้เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้ร่วมกระทำผิดมาลงโทษต่อไป
 
    ด้านพ.ต.อ.ชยุต รอง ผบก.น.1 กล่าวถึงพยานหลักฐานในสำนวนว่า คดีนี้ได้ตั้งสำนวนเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นหลัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จากคดีนี้ก่อน ส่วนการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ อีก 6 สำนวน ก็ดำเนินตามมา ซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมด 7 สำนวน ประกอบด้วยพยานบุคคลกว่า 100 ปาก , พยานวัตถุ และพยานเอกสาร
  
    ส่วนนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวว่า เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ กระทบกับความมั่นคงของประเทศ ตนจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยระดับรองอธิบดี 5- 6 คน โดยตนในฐานะอธิบดีฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อกำกับดูแลการพิจารณาสำนวนและสั่งคดีของอัยการที่รับผิดชอบแต่ละสำนวนคดีใน 7 พื้นที่ โดยอัยการจะมีความเห็นสั่งคดีได้ทันกำหนดฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 7 อย่างแน่นอน โดยการตั้งคณะทำงานของอัยการนี้ก็จะดูตั้งแต่ชั้นสั่งคดีไปจนถึงการฟ้องคดีในชั้นศาลเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศชาติ ซึ่งหากฟ้องคดีต่อศาลแล้วก็จะคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อขวัญกำลังใจและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งในแง่ความมั่นคงของประเทศชาติ แต่ทั้งนี้ ในการให้ความยุติธรรมก็ต้องให้โอกาสที่ผู้ต้องหาจะยื่นคำร้องขอประกันตัวพร้อมเหตุผลได้ อย่างไรก็ดีในชั้นสั่งคดีหากผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาก็ต้องดูว่ากรณีที่ร้องนั้นมีเหตุสมควรหรือไม่ ไม่ใช่ว่าร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาแล้วอัยการจะต้องหยุดคดี ซึ่งตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ได้ให้ต้องชะลอการฟ้องคดี ซึ่งการพิจารณาต้องให้อัยการเจ้าของสำนวนดูว่าเหตุที่ร้องนั้น สมควรจะพิจารณาหรือไม่ ถ้าไม่สมควรพิจารณาเราก็จะงดคำร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวไว้
  
    "จะคัดมือดีที่สุดมาทำงาน ดูแลกำกับเอง ไม่น่าจะมีปัญหา ผมรับปากว่าจะทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและเพื่อจะเป็นภาพพจน์ที่ดีของประเทศชาติเราด้วยที่เกิดเหตุการณ์การเมือง ก็ขอให้ท่านไว้วางใจ ผมจะทำให้ดีที่สุด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบประเทศชาติอย่างมาก" นายณัฐจักร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวย้ำ
 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวัฒนา นั้นปัจจุบันถูกคุมขังที่เรือนชั่วคราว แขวง ถ.นครไชยศรี (มทบ.11) ซึ่งตลอดการฝากขังนายวัฒนาตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22  มิ.ย.60 ไม่ได้รับการประกันตัว
  
    โดยนายวัฒนา ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมได้หลังเกิดเหตุ ที่บ้านพักย่านรามอินทรา เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา และถูกคุมตัวไว้ 7 วันก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับไว้ดำเนินคดี โดยนายวัฒนานำชี้สถานที่เกิดเหตุตามคำรับสารภาพ พร้อมระบุว่าเคยก่อเหตุระเบิดที่ป้ายรถเมล์ หน้าเมเจอร์รัชโยธิน และหน้ากองทัพบก ถ.ราชดำเนิน เพราะไม่ชอบทหารที่ทำการรัฐประหาร
 
    ส่วนข้อหาตามหมายจับ ประกอบด้วย ข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289 (4) , ฐานทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ,ฐานกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส, ฐานกระทำการเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายเกิดอันตรายแก่โรงเรือนฯ มาตรา 218 (4),221,222,224 ,ฐานมีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองและฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 และพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์พ.ศ.2530