ข่าว

สุดทน !! สามีทำร้าย-แอบอัดคลิปส่ง ตร.

สุดทน !! สามีทำร้าย-แอบอัดคลิปส่ง ตร.

21 ส.ค. 2560

หญิงจีนทนไม่ไหว แอบอัดคลิปสามีทำร้ายร่างกายส่งตำรวจ ระบุ ฝันร้ายที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดครั้งแล้วครั้งเล่ากว่า 2 ปี


               เมื่อไม่นานมานี้มีคลิปหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์ของจีน โดยเป็นคลิปผู้ชายคนหนึ่งกำลังทำร้ายผู้หญิง ด้วยการจิกผมลงไปที่พื้นแล้วเตะเธออย่างรุนแรงซ้ำๆ อย่างไม่ยั้งมือ  ดูข่าวต้นฉบับ

 

สุดทน !! สามีทำร้าย-แอบอัดคลิปส่ง ตร.

ภาพ : China Xinhua News

 

               ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ยังคงเป็นปัญหาในสังคมปัจจุบัน หลายคนเลือกที่จะทนทุกข์ทรมานอยู่ในความเงียบ แต่หญิงแซ่เจียง ชาวเซี่ยงไฮ้ วัย 35 ปี คนนี้ เลือกที่จะยุติความเจ็บปวดแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเองด้วยการแอบอัดคลิปวิดีโอตอนอดีตสามีทำร้ายร่างกายและจิตใจเธออย่างไร้ความปรานี

               เจียง เล่าว่า 2 ปี ที่ผ่านมา เธอได้ผ่านฝันร้ายที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดมาครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากได้แต่งงานกับชายแซ่เหมาที่แก่กว่าเธอ 10 ปี เมื่อปลายปี 2015

 

สุดทน !! สามีทำร้าย-แอบอัดคลิปส่ง ตร.

ภาพ : China Xinhua News

 

               เจียง กล่าวว่า ตอนเธอตั้งท้อง ฝ่ายชายดูลังเลว่าควรจะเก็บทารกไว้หรือไม่ และระหว่างที่เธอตั้งครรภ์ เขาก็ทำร้ายร่างกายเธอหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เขาทำร้ายเธอไปแล้ว ก็จะกล่าวขอโทษและบอกว่าจะไม่ทำอีก แม้เธอจะหวังว่าเด็กที่เกิดมาจะทำให้เขาเปลี่ยนไป แต่ก็พบว่ามันไม่ได้ช่วยเลย เธอจึงตัดสินใจขอหย่ากับเขาเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2016 แต่เหมาก็ยังคงทำร้ายร่างกายและจิตใจเธอ อีกทั้งยังรีดไถเงินจากเธออีกด้วย แม้เธอจะพยายามหนี แต่เขาก็ตามจับเธอกลับมาได้

 

สุดทน !! สามีทำร้าย-แอบอัดคลิปส่ง ตร.

ภาพ : China Xinhua News

 

               ต่อมาเจียงตัดสินใจส่งคลิปให้กับตำรวจ พร้อมหลักฐานการโอนเงินของเธอให้เขาเป็นจำนวน 3 ล้านหยวน (ราว 15 ล้านบาท) ทำให้ตำรวจเข้าจับกุมตัวนายเหมา แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธข้อหาใช้ความรุนแรงต่อเจียง พร้อมยืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการสมยอมทั้งสิ้น

               คดีนี้ทำให้ชาวจีนเริ่มตื่นตัวและออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของชายแซ่เหมา หลายคนต่อว่าฝ่ายชาย ในขณะที่ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นว่า ผู้หญิงไม่ควรต้องอดทนหรือยอมรับต่อความรุนแรงเช่นนี้

 

 

 

 

--------------------

(ที่มา : China Xinhua News)