
"ธาริต" ขึ้นศาลสู้คดี ม.157
"ธาริต" อดีต อธ.ดีเอสไอ ขึ้นศาลสู้คดี ม.157 สรุปสำนวนมาร์ค-เทพเทือกสลายม็อบแดง
"ธาริต-พงส.ดีเอสไอ" ให้การปฏิเสธสู้คดี "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ฟ้องปฏิบัติหน้าที่มิชอบสรุปสำนวนฆ่าเหตุสลายม็อบ นปช.ปี 53 พร้อมจัดพยาน 13 ปากแก้ต่าง ฝ่ายโจทก์เตรียมพยาน 8 ปากเอาผิด ศาลเริ่มสืบพยานเดือน มี.ค.ปีหน้า จบ 27 เม.ย.
ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 21 ส.ค.60 เวลา 09.00 น. ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,200
กรณีเมื่อเดือน ก.ค.54 - 13 ธ.ค.55 จำเลยทั้งสี่ได้สรุปสำนวนกล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ในข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ.ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริง ดีเอสไอไม่มีอำนาจ ต้องเป็นการวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น
โดยในวันนี้จำเลยทั้งสี่ ทนายความจำเลย และทนายความโจทก์เดินทางมาศาล
ขณะที่ศาลได้อ่านคำฟ้องและอธิบายข้อกล่าวหาให้จำเลยทั้งสี่แล้วสอบคำให้การ จำเลยทั้งสี่ก็ขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ต่อมาทนายความฝ่ายนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ โจทก์ได้แถลงบัญชีพยานมี่จะนำเข้าเบิกความ ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ, นายสุเทพ อดีตรองนายกฯ และนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมพยานอื่นซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและพลเรือนที่ออกคำสั่งในเหตุการณ์ รวมทั้งหมด 8 ปาก ใช้เวลานำสืบ 5 นัด
ส่วนฝ่ายจำเลย ได้แถลงต่อศาลจะนำพยานเบิกความสู้คดี รวมทั้งหมด 13 ปาก ใช้เวลา 8 นัด เพื่อนำสืบข้อเท็จจริงเหตุที่จำเลยแจ้งข้อกล่าวหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผลกับโจทก์ สืบเนื่องจากที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งไต่สวนการตายว่ามีผู้ชุมนุมถูกกระสุนจากทหาร หากจำเลยไม่แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวอาจถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบพยานบุคคลตามที่เสนอ โดยกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ รวม 5 นัด ในวันที่ 6-9,13 มี.ค.2561
และนัดสืบพยานจำเลย รวม 8 นัด ในวันที่ 27-30 มี.ค. 2561 กับ 24-27 เม.ย. 2561 เวลา 09.00 น. ขณะที่ศาลชี้แจงคู่ความว่าสามารถขอเพิ่มเติมพยานได้โดยให้ระบุบัญชีพยานล่วงหน้า พร้อมกำชับด้วยว่าให้จำเลยทั้งสี่มาศาลตามนัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายธาริต อดีต อธ.ดีเอสไอ ได้พยายามหลบเลี่ยงผู้สื่อข่าว ทั้งขณะเดินทางมาศาลและการกลับออกไปจากศาล
ขณะที่คดีนี้เดิมในชั้นไต่สวนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกฟ้อง แต่ศาลฎีกามีคำสั่งกลับให้รับฟ้อง เพราะเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาที่กล่าวหาโจทก์ทั้งสองดังกล่าว ดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ค.2553 แล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช. จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสี่และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษย่อมทราบและเข้าใจบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่า ดีเอสไอทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่แกนนำและผู้ร่วมชุมนุม นปช. ในข้อหาก่อการร้าย โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวนโจทก์ทั้งสอง แต่ได้ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ และ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ส่งเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลกลับมาให้ดีเอสไอทำการสอบสวนแยกต่างหากแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่ได้สอบสวนและแจ้งข้อหาโจทก์ทั้งสองตามที่โจทก์ทั้งสองนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนมามีเหตุผลให้เชื่อว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 ได้



