ข่าว

ชู"ประกันราคา" ปันกำไรให้ชาวนา

ชู"ประกันราคา" ปันกำไรให้ชาวนา

21 ก.ย. 2552

ในอดีตที่ผ่านมา แนวทางช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาไทยนั้น รัฐบาลดำเนินการภายใต้รูปแบบ "การรับจำนำสินค้าเกษตร" มาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเครื่องมือในการหาเสียงของ "การเมือง" และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จนยากจะแก้ไข

มาถึงรัฐบาลชุดที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เปลี่ยนแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากการรับจำนำมาเป็นการประกันราคา ภายใต้ "โครงการประกันราคาผลิตผลการเกษตร" เริ่มด้วยสินค้าเกษตรสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต 2552/2553 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ทำหน้าที่ดำเนินโครงการ พร้อมติดตาม ตรวจสอบการดำเนินการโครงการ

 มั่นใจเกษตรกรไม่ขาดทุน

 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร ว่านับเป็นแนวทางใหม่ในประวัติศาสตร์ไทย โดยเป็นการปรับโครงสร้างการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรใหม่ทั้งระบบ ให้มั่นใจได้ว่าจะไม่ขาดทุนจากการทำการเกษตรอีกต่อไป

 ทั้งนี้ สินค้าเกษตรเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย แต่กลไกตลาดกลับถูกบิดเบือนจากมาตรการแทรกแซงราคา ส่งผลให้โครงสร้างของระบบการเกษตรของไทยอ่อนแอลง เกษตรกรหันไปมุ่งเน้นการผลิตในเชิงปริมาณมากจนทำให้มีปัญหาในด้านคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันโรงสี โกดัง คลังและไซโล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมกลางน้ำ ขาดการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาเข้าร่วมแต่โครงการของรัฐจนกลายเป็นเพียงผู้รับจ้างเท่านั้น

 ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นยังทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่เป็นคู่แข่งได้ ขณะที่เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำก็มีไม่ถึง 30% แต่รัฐกลับต้องรับภาระขาดทุนจากโครงการนี้ไปหลายหมื่นล้านบาท สุดท้ายเกษตรกรไทยก็ยังยากจน และมีรายได้ต่ำ บวกกับความเสี่ยงจากการลงทุนที่กลไกตลาดไม่เป็นธรรมและประสบกับภัยธรรมชาติเพิ่มเข้าไปอีก

 “โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตร ถือเป็นทางออกของปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างทั้งระบบให้เข้มแข็ง และเพิ่มศักยภาพของประเทศให้สูงขึ้น หรือจะเรียกว่าเป็นโครงการประกันกำไรให้แก่เกษตรกรทุกคนที่ขึ้นทะเบียน ในอัตราที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 25-40% ซึ่งถือเป็นอัตรากำไรบวกเพิ่มจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งแล้ว” นายอลงกรณ์กล่าว

 ตั้งทีมทำงานอย่างเป็นระบบ

 การดำเนินโครงการดังกล่าวจะมีคณะกรรมการระดับชาติเข้ามาดูแลอย่างเป็นระบบ คือ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) คณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังแห่งชาติ และคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดแห่งชาติ เพื่อดูแลในระดับนโยบาย และมีคณะอนุกรรมการฝ่ายผลิต มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดูแล ส่วนคณะอนุกรรมการฝ่ายการตลาดมีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ และมีหน้าที่สำคัญคือ การรักษาเสถียรภาพด้านราคาของสินค้าเกษตร ขณะที่กระทรวงการคลัง โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนโครงการ รวมทั้งทำประชาสัมพันธ์

 นายอลงกรณ์กล่าวด้วยว่า รัฐจะปล่อยให้กลไกการตลาดทำงานไปตามปกติ โดยจะเข้ามาพยุงราคาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งจะใช้ระบบตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเข้ามาเป็นกลไกสำคัญ พร้อมๆ กับแนวทางการเพิ่มผลผลิต เน้นที่การพัฒนาพันธุ์พืชและพัฒนาเกษตรกร โดยจะมีการจัดตั้งสถาบันเกษตรกร หรือเป็นสภาเกษตรกรแห่งชาติที่จะมีการออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติให้แล้วเสร็จภายในการประชุมสภาสมัยนี้ อีกทั้งจะมีโครงการประกันภัยพืชผลเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการประกันราคาพืชผลด้วย

 แจ้งที่ดินเกินจริงส่อทุจริต

 อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างจำกัด และล่าช้ากว่ากำหนดค่อนข้างมาก เนื่องจากติดปัญหาในขั้นตอนสำคัญคือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ต้องมีการทบทวนใหม่ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนชาวนา ซึ่งมีจำนวนมากกว่าเกษตรกรปลูกพืชอีก 2 ชนิด จนล่าสุดที่ประชุม กขช.ได้ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนชาวนาจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2552 นี้ เป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2552 แต่ให้เกษตรกรสามารถทำสัญญากับ ธ.ก.ส.ควบคู่กันไปได้ นอกจากนี้ยังพบว่า จำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เกษตรกรมาแจ้งลงทะเบียนสูงกว่าจำนวนพื้นที่เพาะปลูกจริงตามกายภาพ

 นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยอมรับว่า มีความเป็นห่วงเรื่องของการทุจริตในช่วงลงทะเบียน จึงจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเริ่มเห็นการทุจริตการแจ้งที่ดินเพาะปลูกเกินกว่าที่ผลิตจริงแล้วที่ จ.เพชรบูรณ์ ดังนั้น จึงจะต้องมีการสุ่มตรวจควบคู่ไปด้วย

 ส่วนปัญหาการทุจริตการประกันราคานั้น มีวิธีป้องกันโดยให้คณะตำบลและคณะอำเภอแต่ละจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบว่ามีการเพาะปลูกตามที่มีการขึ้นทะเบียนหรือไม่ หากการตรวจสอบจากจังหวัดยังไม่ชัดเจน ธ.ก.ส.และกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยการดูแผนที่ทางอากาศต่อไป หากพบว่ามีความผิดปกติในพื้นที่นั้นๆ จะต้องมีการทำประชาคมใหม่อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด

 สมาคมชาวนาชี้รายละเอียดไม่ชัด

 ขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องหลายส่วนให้ข้อคิดว่า โครงการดังกล่าวยังไม่มีความพร้อมและไม่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องรับประกันราคาข้าวที่มีจำนวนมาก โดยนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการโครงการประกันราคาพืชผลการเกษตรนัก โดยเฉพาะข้าวที่ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด จากการที่ตั้งคำถามไปยังผู้ดำเนินการก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เช่น ในกรณีที่รัฐประกาศราคารับจำนำที่ 1 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งเป็นข้าวความชื้นที่ 15% แต่หากชาวนาขายข้าวที่มีความชื้นสูงกว่านั้นหรือได้ราคา 6,000 บาท แล้วส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น 4,000 บาทนั้น รัฐจะจ่ายให้ทั้งหมดหรือไม่

 นอกจากนี้ ในเรื่องการซื้อประกันภัยความเสี่ยงที่เดิมบอกว่าเกษตรกรจะต้องจ่ายค่าประกันภัยดังกล่าวนี้ แต่ในปีแรกกลับบอกว่ายังไม่ต้องจ่าย ทำไมรัฐถึงต้องทำแบบขยักขย่อน ไม่ทำให้จบไปเสียทีเดียว รวมทั้งการขึ้นทะเบียนก็ยังไม่ชัดเจน

 "ที่ผ่านมามีแต่การมองปัญหาแบบหยาบๆ ถ้าลงลึกไปจริงๆ ยังมีอีกมาก และเท่าที่สอบถามก็ยังไม่มีใครชี้ชัดได้เลย จึงทำให้ขณะนี้ค่อนข้างมีความสับสน แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะยังคงเดินหน้าโครงการประกันราคาต่อไป และผมก็ไม่คัดค้าน ซึ่งภาครัฐควรเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มากกว่านี้" นายกสมาคมชาวนาไทยกล่าว