ข่าว

ในสถานการณ์หว่างเขาควาย

ในสถานการณ์หว่างเขาควาย

21 ก.ย. 2552

ครบรอบ 3 ปีพอดิบพอดีที่เหล่าเพื่อนพ้องเตรียมทหารรุ่นที่ 6 (ตท.6) ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พล.อ.วินัย ภัททิยกุล พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข และ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ทำ "ปฏิวัติ-รัฐประหาร" โค่นล้มระบอบทัก

 จนทำให้ ณ เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงต้องระหกระเหินในต่างแดน เพราะถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี แต่ก็ถือว่าโชคดียังหลงเหลือ เพราะ “กุมหัวใจ” คนรากหญ้าอย่างมั่นคง เสียง “นกหวีด” ดังขึ้นเมื่อไหร่ก็กรูกันมาชุมนุมเมื่อนั้น

 เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่พระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 19 กันยายน

 แม้ว่าครั้งนี้แทบจะไม่ต่างจากการชุมนุมครั้งก่อนๆ เท่าใดนัก แต่ด้วยเพราะสถานการณ์การเมืองในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องเรื้อรังจากการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ความไม่พอใจของคนมีสี ประจวบกับเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรที่นำโดย วีระ สมความคิด นำไพร่พลขึ้นไปที่เขาพระวิหาร ทำให้ดูเหมือนเกิดศึกหลายด้าน

 ประกอบกับในวันที่ 21 กันยายน ก็จะมีการพิพากษาคดีกล้ายาง และวันถัดมาศาลก็นัดฟังคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร

 สถานการณ์ล้วนเอื้อให้ "มือที่สาม" ที่มุ่งสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง จนทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ หรือสั่งการได้เหมือนยามปกติได้ทุกเมื่อ

 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ยอมรับว่า มี 4-5 กลุ่ม ที่กองทัพกำลังจับตาดูอย่างไม่กะพริบ

 ถึงแม้ว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรจะออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ วีระ สมความคิด แต่รูปแบบที่กอปรขึ้นมาของริ้วขบวนที่เดินทางไปเขาพระวิหาร จนเกิดการปะทะระหว่างไทยกับไทยด้วยกันเองนั้น น้ำหนักที่ทั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ สุริยะใส กตะศิลา ยืนยันนั้น ดูบางเบาราวขนนก

 ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปดูริ้วขบวนที่ออกจากศีรษะอโศก ก็ยิ่งขาดน้ำหนัก

 การปะทะกับกลุ่มชาวบ้าน หรือคนไทยด้วยกันเองนั้นคือ "ความผิดพลาด" ที่ไม่อาจควบคุมได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

 ความสับสนวุ่นวายที่หน้าเขาพระวิหารย่อมกระเทือนถึงกรุงเทพฯ เพราะนั่นย่อมเกิดคำถามว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจอย่างไร หลังจากที่พลาดพลั้งมาแล้วกรณีตั้ง ผบ.ตร.

 ค่ำคืนที่ 19 กันยายน จึงเป็นค่ำคืนระทึกขวัญของ อภิสิทธิ์ ก่อนที่จะถึงวันที่ต้องเดินทางไปอเมริกานานถึง 7 วัน

 เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น หาได้มีแต่เพียงคนเสื้อแดงที่จะต้องเฝ้าระวัง หากแต่คนเสื้อเหลือง ก็ใช่ว่าจะวางใจได้

 ยังไม่นับพวกที่มีเพียง "เงา" ที่คอยไล่สิงเสื้อสีนั้นสีนี้ ขี่สถานการณ์ อีกหลายกลุ่ม ที่เจตนาชัดเจนว่ามุ่งหวังให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ยากเกินการควบคุม และบังคับให้กองทัพต้องออกมาอีกครั้ง

 ถึงเวลานั้น ก็ไม่รู้ว่า เมื่อกองทัพออกมาแล้วจะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล หรือจะดำเนินการด้วยสมองและกลไกของตนเอง ?

 ถึงแม้ พล.อ.อนุพงษ์ จะชี้แจงข้อซักถามของ อภิสิทธิ์ ในที่ประชุม ศอ.รส.ถึงมาตรการดูแลการชุมนุมอย่างรัดกุมเป็นขั้นเป็นตอน

 ย้ำด้วยว่า เอาอยู่ และไม่มีการปฏิวัติยึดอำนาจ

 แต่นั่นก็เป็นเพียงคำมั่นในส่วนของกองทัพ

 พวกจ้องจะสร้างสถานการณ์ ไม่เคยได้เจรจากันมาก่อน ทั้งกับกองทัพ หรือกับรัฐบาล

 คนกลุ่มนี้ ที่ทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่กล้าที่จะเอ่ยชื่อให้สาธารณะได้รับรู้นั้น พร้อมที่จะทำและป้ายความผิดให้ทุกคน แม้กระทั่งคนที่รู้จักมักคุ้น

 เพราะประเมินกันแล้วว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีการล้มล้างและฉีกรัฐธรรมนูญ จะมีใครได้ประโยชน์บ้าง สังคมก็จะพุ่งเป้าไปยังคนผู้นั้น ในขณะที่คนทำกลับลอยนวลรอวันเสวยสุข

 นั่นจึงทำให้ค่ำคืนก่อนหน้านี้ ที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง จึงมีอดีตนายกฯ พร้อมคนใกล้ชิด ระดับ เสธ. ถึงกับต้องวางแผนเพื่อรับมือการใส่ร้ายป้ายสีจาก "มืออาชีพ" ที่วางแผนอย่างล้ำลึก และมีคนมีสีเป็นมือเป็นไม้ คอยรับงานสนองนาย

 การเคลื่อนไหวของคนไม่น้อยกว่า 2 กลุ่มนี้ อยู่ในสายตาของหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพอย่างไม่วางตา

 แน่นอนว่า นี่คือบทพิสูจน์ว่ากองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ นั้นยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือไม่ ?

ทีมข่าวความมั่นคง