
วิถียุติธรรมของการตาย
สองสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุให้สัมผัสกับประเด็นการสร้างวิถียุติธรรมให้แก่การตายของมนุษย์อยู่หลายครั้งโดยเฉพาะการหาสาเหตุของการตายที่น่าเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้รู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้
ซึ่งเชี่ยวชาญกับการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งรวมเอาความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องการแพทย์และวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเหลือเพื่อคลายความสงสัยของสาเหตุการตายว่ามีประเด็นของการฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ประกอบกับสื่อมวลชนมักจะนำเสนอข่าวอาชญากรรมที่มีการสูญเสียชีวิตอยู่ไม่เว้นแต่ละวันจึงทำให้ผมต้องคุยกับท่านผู้อ่านในประเด็นนี้
หลายคนคงตระหนักดีถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและผู้ใกล้ชิดซึ่งกินความรวมถึงการเรียกร้องหรือทวงถามความเป็นธรรมหากเกิดการสูญเสียชีวิตที่ไม่รู้สาเหตุหรือเป็นผลของการกระทำที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย พูดอีกอย่างก็ว่าทุกคนรักตัวกลัวตายและพร้อมจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตัวเองและคนใกล้ชิดเสมอ
กระบวนการสร้างวิถียุติธรรมให้แก่สังคมในเรื่องพวกนี้จึงไม่ควรถูกมองอย่างละเลยว่าไม่มีความสำคัญเพราะไหนๆ คนก็ตายไปแล้ว หากเรียกร้องไปก็ไม่ฟื้นตื่นขึ้นมา ว่าแล้วก็เศร้าโศกโทษดวงชะตาวาสนา แต่ละสังคมถือว่ากระบวนการสร้างความเป็นธรรมในการพิสูจน์หาสาเหตุของการตายเป็นเรื่องใหญ่มากซึ่งต้องกระทำด้วยผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีความรวดเร็วและโปร่งใส มีการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาอยู่ในกระบวนการด้วยเพื่อสร้างความเชื่อถือและมีความเป็นสากลได้รับการรับรองคุณภาพการทำงาน
ปัญหาอยู่ที่ว่าชาวบ้านจะเข้าถึงบริการเรื่องนี้ได้อย่างไรและทั่วถึงหรือไม่ กระบวนการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องทางเทคนิคบวกกับเรื่องทางกฎหมายซึ่งชาวบ้านเข้าใจเองได้ยาก หนำซ้ำหากล่าช้าไปอาจทำให้พยานหลักฐานเสียหายหรือถึงขั้นสูญหายได้ รวมทั้งการที่อาจจะมีผู้มีอิทธิพลหรืออาศัยว่ารู้มากกว่าจึงบิดเบือนกระบวนการและขั้นตอนไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องได้อีก
บ้านเรามีกฎหมายและกระบวนการชันสูตรพลิกศพซึ่งรวมถึงการผ่าศพและการไต่สวนการตายของศาลเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลพิจารณาว่าการตายมีเงื่อนงำของการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ คนตายเป็นใคร ตายเพราะอะไร และถ้าพิสูจน์ได้ว่าใครทำให้ตายก็ให้มีคำสั่งของศาลระบุอย่างชัดเจน
แม้ว่าเราจะมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่กระบวนการและขั้นตอนยังไม่เป็นที่เข้าใจกับชาวบ้านโดยทั่วไป กระบวนการตรงนี้จึงผูกขาดอยู่กับเจ้าหน้าที่หรือนักเทคนิคซึ่งอยู่ในระบบราชการเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้วิทยาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังอยู่ในวงแคบไม่ค่อยมีใครสนใจอยากรู้และทำงานในด้านนี้ด้วยค่านิยมที่เห็นว่าเป็นเรื่องไม่เป็นมงคลและน่ารังเกียจ
อีกอย่างหนึ่งที่น่าหนักใจคือเรื่องนี้ต้องเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายตั้งแต่ตำรวจ แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมายซึ่งหมายถึงทนายความ อัยการ รวมทั้งชาวบ้านผู้อยู่ในที่เกิดเหตุหรือผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ของการตาย ซึ่งถ้าแต่ละฝ่ายรู้กฎหมายและขั้นตอนอย่างชัดเจน การดำเนินงานก็จะสะดวกราบรื่นและผลงานก็จะน่าเชื่อถือมีน้ำหนักและชอบด้วยกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงยังต้องมีการพัฒนาวิธีคิดและวิธีการทำงานร่วมกันของแต่ละฝ่ายอย่างจริงจังซึ่งไม่ใช่งานง่ายๆ
วิถียุติธรรมของการตายสำหรับบ้านเราจึงยังถือว่าอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นพัฒนาไปสู่ความเป็นสากล เพราะผมถือว่าขั้นตอนนี้เป็นด่านหน้าของการอำนวยความเป็นธรรมในสังคม ด้วยชีวิตของแต่ละคนมีค่ายิ่ง เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นการเริ่มต้นกระบวนการค้นหาความจริงจะต้องทำอย่างพิถีพิถันและยุติธรรม มิฉะนั้นทั้งกระบวนการจะหาความยุติธรรมไม่ได้
เรื่องนี้ต้องทำกันอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นศรัทธาแห่งวิถียุติธรรมจะแผ่วลงเหมือนที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน



