
แนะผบ.ตร.เก่า-ใหม่ร่วมกันทำโผนายพล
"พล.ต.อ.พิชิต-พล.ต.ท.ชัจจ์" ชี้ ผบ.ตร.เก่า-ใหม่ ควรร่วมกันทำโผนายพล "นพดล ติง ก.ตร. อย่าเกเรรีบแต่งตั้งหวั่นนายพล ตร.เสียสิทธิ์เครื่องราชย์
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวถึงเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับนายพลในวันที่ 21 ก.ย.นี้ว่า ตนในฐานะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มีนายตำรวจระดับพันตำรวจเอกทั่วไปทั่วประเทศเป็นผู้ลงคะแนนเลือกเข้ามามีวาระสี่ปี และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
หน้าที่ของตนคือเข้ามากำกับดูแลการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยึดถือระเบียบข้อกฎหมายทุกอย่างอย่างเคร่งครัด ตนยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และจะทำให้องค์กรตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน ส่วนที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะให้ ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ร่วมทำบัญชีนั้น ตนคิดว่าอย่างน้อยคนเก่ากับคนใหม่ก็ต้องร่วมกันทำ
"นพดล”หวั่นนายพลตร.เสียสิทธิ์เครื่องราชย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น.ของ วันนี้(20 กันยายน) พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) เดินทางมายังสำนักงาน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง แล้วได้ออกไปและกลับมาอีกครั้งในเวลา 17.30 น. โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงเดินทางออกไป โดยไม่ยอมให้สัมภาแษณ์กับสื่อข่าวในประเด็นเรื่องการแต่งตั้ง เพียงแต่ยิ้มและหัวเราะเท่านั้น
ทั้งนี้คาดว่าเป็นการเข้ามาเพื่อทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผบ.ตร. ถึงผู้บัญชาการ (ผบช.)เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับการแต่งตั้ง หรือบอร์ดกลั่นกรอง ซึ่งมีรองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติร่วมพิจารณา ในเวลา 08.30 น. วันที่ 21 กันยายน ก่อนนำเข้าพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ในเวลา 13.00น. วันเดียวกัน ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการประชุมก.ตร. พล.ต.อ.ธานี ไม่ตอบ เพียงหัวเราะเท่านั้น
และมีรายงานว่า การทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจวาระประจำปีครั้งนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ถึงการเข้าทำบัญชีของพล.ต.อ.ธานี ในฐานะรรท.ผบ.ตร. ซึ่งตนเองจะเกษียณอายุราชการในอีก 9 วันข้างหน้า ขณะเดียวกันกระบวนการเลือกสรร ผบ.ตร.คนใหม่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งระดับรองผบ.ตร.ที่ต้องมีคนขึ้นไปเป็นผบ.ตร.ได้
ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ คนหนึ่งกล่าวถึงกรณีนี้ว่า กฎหมายไม่ได้พูดเรื่องนี้ ไม่ได้ห้ามคนที่จะเกษียณทำการแต่งตั้ง อย่างไรก็ตามมองว่าหาก รรท.ผบ.ตร.เสนอบัญชีเข้ามาก็ต้องมีการพิจารณานาในก.ตร.อีกครั้งอยู่ดี โดยก่อนหน้านั้นก็ผ่านการพิจารณาของบอร์ดกลั่นกรองแล้วไม่ใช่การพิจารณาของ รรท.ผบ.ตร.เพียงคนเดียว คงต้องดูว่าในก.ตร.จะมีก.ตร.ท่านไหนหยิบประเด็นนี้มาถกหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวมองว่าหากรายชื่อที่รรท.ผบ.ตร.เสนอมาไม่เหมาะ ก.ตร.ก็สามารถวิจารณ์และไม่เห็นด้วยได้
ก.ตร. คนเดิมกล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีการนำมติคณะรัฐมนตรีปี 2543 เรื่องที่ห้ามแต่งตั้งล่วงหน้า สำหรับคนจะเกษียณ มาโยงกับกรณีนี้นั้น มองว่าไม่เกี่ยวกัน ตามมติครม.พูดถึงกรณีผู้นั้นใช้อำนาจตนเองเพียงผู้เดียวในการแต่งตั้งทิ้งทวน แต่กรณีนี้เป็นการพิจารณาในรูปคณะกรรมการ จึงมองว่าคนละเรื่อง อย่างไรก็ตาม การทำการแต่งตั้งครั้งนี้อยากให้มองด้านที่เป็นคุณว่า งานตำรวจต้องทำงานเพื่อดูแลประชาชน การแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการก็ต้องทำ เพื่อให้กลไกเดินไปได้ในภาวะเช่นนี้ เพื่อตำรวจจะได้ดูแลประชาชนได้เต็มที่
ด้านพล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ คณะกรรมการก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการแต่งตั้งนายพลนั้นแตกต่างจากระดับรองผู้บังคับการลงมา เพราะในการแต่งตั้งนายพล ผบ.ตร.หรือ รรท.ผบ.ตร.เป็นเพียงผู้เสนอบัญชีให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณา ก่อนให้ก.ตร.พิจารณาอีกครั้ง ต่างจากระดับรองผบก.ลงมาที่ผบ.ตร.มีอำนาจเต็มที่ เลือกเองแล้วส่งให้กองบัญชาการทำบัญชีแต่งตั้ง
พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ในการแต่งตั้งนายพล ก่อนจะนำเข้าการพิจารณาของก.ตร.นั้น ทุกรายชื่อที่ รรท.ผบ.ตร.เสนอขึ้นมาต้องเข้าบอร์ดกลั่นกรองแล้ว ซึ่งมี จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผบ.ตร.ทุกคนร่วมพิจารณา ทุกชื่อผ่านตาทุกคนแล้ว และทุกคนมีอำนาจในการพิจารณาอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นตำแหน่งรองผบ.ตร. การพิจารณาระดับผู้ช่วยผบ.ตร.ขึ้นมาต้องยึดตามอาวุโส ในบอร์ดกลั่นกรองต้องคุยกัน โดยเริ่มจากคนที่อาวุโสอันดัน1 เป็นคนแรก เรียงตามลำดับ โดยรรท.ผบ.ตร.จะเสนอว่าแต่ละคนมีคุณสมบัติอย่างไร ควรได้เลื่อนขึ้นหรือไม่ แล้วในบอร์ดกลั่นกรองก็สามารถซักถามเหตุผลได้ทุกตำแหน่ง ว่าทำไมคนนี้ได้แล้วอีกคนไม่ได้ ทั้งนี้หากมีการข้ามอาวุโสกัน รองผบ.ตร.ในบอร์ดกลั่นกรองสามารถถามค้านได้ ทุกคนอยู่ในบอร์ดกลั่นกรองก็ถือว่ามีอำนาจ แต่ถ้าไม่ใช้อำนาจที่มี มัวแต่กลัวก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
“หากมาวิจารณ์กันภายหลังว่าแต่งตั้งไม่เป็นธรรม มีการข้ามอาวุโสโดยไม่เหมาะสม ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของบอร์ดกลั่นกรอง ไม่ใช่ของรรท.ผบ.ตร.คนเดียว เพราะถือว่าทุกคนปล่อยผ่าน เมื่อมาถึงก.ตร.หากยังปล่อยผ่านก็ถือว่าร่วมกันทำ อย่างไรก็ตามการประชุมก.ตร.เพื่อแต่งตั้งวาระประจำปีครั้งนี้ต้องเกิดขึ้น ไม่ควรวอล์คเอาท์ หรือปล่อยให้ล่ม เพราะไม่เช่นนั้น นายพลในตร.หลายคน ที่อาจได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้จะเสียสิทธิ์เรื่องการพิจารณารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจาก มีระเบียบกฎหมายระบุไว้ว่าการขอรับเครื่องราชย์ต้องทำก่อนวันที่ 30 กันยายน” ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการมองว่าควรให้ผบ.ตร.คนใหม่ทำการแต่งตั้ง พล.ต.อ.นพดลกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ผบ.ตร.ใหม่ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนี้ จะไปโทษใครคงไม่ได้
“เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้หากเอาเรื่องนี้มาอ้างองค์กรก็เละ ต้องคิดแบบรู้จักโต ไม่เช่นนั้นตำรวจหลายคนจะเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อย่าเกเร ควรจะจัดการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จ ผมว่าดีเสียอีกหากครั้งนี้รองผบ.ตร.ทุกคนจะช่วยกันพิจารณากลั่นกรองการแต่งตั้งให้ออกมาดี รวมถึงก.ตร.ด้วยที่ควรร่วมกันพิจารณาแต่งตั้งให้ออกมาเหมาะสม อย่าไปเกเร” พล.ต.อ.นพดล กล่าวและว่าส่วนเรื่องการพิจารณาซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งนั้นได้เสนอนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานก.ตร.แล้ว และจะมีการพิจารณาในก.ตร.พรุ่งนี้ด้วย
"ชัจจ์"ระบุควรปล่อยให้ผบ.ตร.ใหม่ทำแทน
ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีต รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รรท.ผบ.ตร.จะเรียกประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ในวาระแต่งตั้งนายตำรวจระดับนายพลว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะองค์กรตำรวจ นอกจากเราจะต้องยึดถือกฎหมายระเบียบวินัยแล้ว เรายังมีประเพณีการปฎิบัติของเรา ซึ่งยึดถือกันมานาน สมัยก่อน อธิบดีกรมตำรวจทุกนาย ไม่ว่าจะเป็นท่าน พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ พอจะเกษียณอายุราชการ ท่านจะไม่ทำบัญชีแต่งตั้งปล่อยให้ว่าที่อธิบดีกรมตำรวจคนใหม่ทำบัญชี เงินราชการลับก็ทำเรื่องส่งคืนหมด
พล.ต.ท.ชัจจ์ ก่ลาวต่อว่า การแต่งตั้งตำรวจต้องวิเคราะห์ว่างานตำรวจเป็นงานที่กว้างขวาง มีทั้งงานสืบสวน สอบสวน ติดตามข่าวสาร การวางคนต้องเชื่อใจกัน คนเก่าทำทิ้งไว้ คนใหม่จะมาแต่งตั้งอีกก็เสียขวัญเสียกำลังใจกัน การมาชิงแต่งตั้งเหมือนเป็นการกระทำที่เสียมารยาท ท่าน พล.ต.อ.ธานี เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต ทุกคนทราบกันดี แต่ที่ต้องจำใจทำบัญชีก็เพราะนักการเมืองขอร้องหรือบีบมาให้ทำเพราะต้องการเอาพรรคพวกของตนเองลงไปในตำแหน่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,ผู้บัญชาการ ตนเชื่อว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คงจะไปรวบรวมโผของพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อน้ำเงิน และพวกที่เคยสนับสนุนปลุกปล้ำจนได้เป็นรัฐบาลมาจับยัดลงไปให้ได้ เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องวางตัวคนก่อน
"ถ้าเอาตำรวจไม่ดีไปลงพื้นที่ เกรงใจนักการเมืองที่ฝากมา ใครทำอะไรไม่ดีในพื้นที่ ตำรวจไม่กล้าจับเพราะเป็นหัวคะแนนนักการเมือง ผลเสียก็จะมาตกกับประชาชนและประเทศชาติ เพราะตำรวจทำงานไม่ได้ ผมมองว่ายังไม่ควรจะรีบแต่งตั้ง ตำแหน่งที่เกษียณก็ให้รองลงมารักษาการแทนไปก่อนก็ได้ พอได้ ผบ.ตร.คนใหม่แล้วค่อยแต่งตั้งก็ได้ไม่เสียหาย ไม่อย่างนั้นตำรวจเสียขวัญหมด งานจะเละกันไปหมด วันนี้การเมืองแทรกแซงตำรวจมาก ตำรวจไม่ใช้รถยนต์ที่ใครซื้อมาแล้วขับได้เลย ตำรวจเป็นงานที่ต้องมีทักษะ คนมาบังคับต้องเชื่อใจไว้ใจ งานจึงจะออกมาได้ เรื่องอย่างนี้ตนมองว่ามันทำกันเกินไปแล้ว" พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าว



