
ครม.คลอดกฎหมายลูกพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 4 ฉบับ
ครม.คลอดกฎหมายลูกพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 4 ฉบับ
หลังการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.... และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่...)พ.ศ..ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยเปิดกว้างไว้ 3 รูปแบบ คือ ระบบสัญญาสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต (SC)
ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 15 ส.ค.60 มีมติเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงและร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวม 4 ฉบับ เดินหน้าสู่การประมูลแหล่งปิโตรเลียมรอบใหม่ หลัง 2 แหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ในอ่าวไทย กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2666 คือแหล่งเอราวัณ ของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ.
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วานนี้ (15 ส.ค.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงและร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวม 4 ฉบับ ซึ่งถือเป็นกฎหมายและหลักเกณฑ์สำหรับการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมในรอบใหม่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การประมูลแหล่งปิโตรเลียมในรอบ 21 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ คาดว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎหมายประมาณ 1 เดือน จากนั้นกฎหมายทั้งหมดจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค.สอดคล้องกับแผนการประมูลปิโตรเลียมรอบ 21 ที่กระทรวงพลังงานคาดว่าจะดำเนินการในเดือนต.ค.ปีนี้
สำหรับร่างกฎหมายฉบับแรก ได้แก่ ร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบสัมปทาน รูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้างบริการ โดยเปิดโอกาสให้รัฐสามารถเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งในการเปิดประมูลและทำสัญญาปิโตรเลียม โดยกำหนดเกณฑ์และวิธีการตามศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมแต่ละแหล่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบ
โดยรูปแบบแรกพื้นที่ที่มีศักยภาพ คือ มีปริมาณน้ำมันสูงตั้งแต่แหล่งละ 300 ล้านบาร์เรล หรือหลุมละ 4 ล้านบาร์เรล หรือปริมาณก๊าซธรรมชาติในแต่ละแหล่งสูงถึง 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 40,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุมขึ้นไป กำหนดให้ภาครัฐใช้สัญญาในรูปแบบสัญญาจ้างบริการเพื่อให้ผลประโยชน์ปิโตรเลียมอยู่กับภาครัฐมากที่สุด
สำหรับพื้นที่ที่ศักยภาพรองลงมา โดยให้พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของโอกาสในการค้นพบปิโตรเลียมของประมาณที่อยู่ที่ 39% โดยหากค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 39% ให้ใช้รูปแบบแบ่งปันผลผลิต (production sharing) ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และหากมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 39% ให้ใช้ระบบสัมปทานกับภาคเอกชนเพื่อไม่ให้ภาครัฐต้องรับความเสี่ยงร่วมกับภาคเอกชน
อย่างไรก็ตามหากมีการเปิดประมูลปิโตรเลียมแล้วไม่มีเอกชนเข้ามาตามเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการปิโตรเลียมที่จะพิจารณานำระบบใดระบบหนึ่งที่เหมาะสมมาใช้กับการประมูลปิโตรเลียมรอบนั้นๆ
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานรายงานว่า ด้วยพื้นที่ที่คาดว่ามีแหล่งปิโตรเลียมสูงสุด ได้แก่ พื้นที่บริเวณอ่าวไทยซึ่งมีโอกาสค้นพบปิโตรเลียมมากกว่า 50% ภาคเหนือและภาคกลาง มีโอกาสค้นพบ 31% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14% ส่วนพื้นที่บนบกในพื้นที่ภาคใต้และในทะเลอันดามันยังไม่ผลสำรวจว่ามีโอกาสค้นพบแหล่งปิโตรเลียม
สำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ.... มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้ผู้ขอสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องเป็นบริษัทที่มีทุน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสำรวจ ผลิต และจำหน่ายปิโตรเลียม และต้องมีหนังสือรับรองความจริงจากสถาบันที่เชื่อถือได้
รวมถึงกำหนดให้กรณีการขอเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตโดยบริษัทที่ไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะสำรวจ ผลิต และจำหน่ายปิโตรเลียม ต้องมีบริษัทอื่นที่รัฐบาลเชื่อถือรับรองที่จะให้ทุน เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เครื่องจักรจนเพียงพอ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ในด้านทุนหรือการจัดการระหว่างบริษัท และในการยื่นขอสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ผู้ขอต้องเสนอข้อผูกพันในด้านปริมาณเงินและปริมาณงานสำหรับโครงการสำรวจหรือผลิตโดยสังเขป
โดยกำหนดให้ผู้ยื่นขอรับสัญญาแบ่งปันผลผลิต สามารถสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกันแล้วไม่เกิน 39 ปี แยกเป็นการสำรวจช่วงแรกไม่เกิน 6 ปี ต่ออายุได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 3 ปี และกำหนดเวลาการผลิตไม่เกิน 20 ปี โดยต่ออายุได้ครั้งเดียว ไม่เกิน 10 ปี
สำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ... เป็นการกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560 และฉบับที่ 4 ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ... มีสาระสำคัญกำหนดให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐโดยหักจากผลผลิตรวมของปิโตรเลียมในอัตรา 10% โดยให้หักจากเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายผลผลิตรวมของปิโตรเลียม และยื่นแบบแสดงรายการนำส่งค่าภาคหลวงพร้อมการนำส่งค่าภาคหลวงเป็นสกุลเงินบาทไทยเป็นรายเดือนต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนด



