
“ปตท.สผ.-เชฟรอน”ยันร่วมประมูลแหล่ง “เอราวัณ-บงกช”
“ปตท.สผ.-เชฟรอน”ยันร่วมประมูลแหล่ง “เอราวัณ-บงกช”
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า กรมฯจะเร่งดำเนินร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเปิดประมูล(ทีโออาร์)แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 เพื่อนำเสนอครม.พิจารณาภายในกลางเดือนก.ย.นี้ และหากกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ การได้รับสิทธิสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ร่างกฎกระทรวงกำหนดสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ... ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลานำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สามารถประกาศใช้ได้ในเดือนก.ย.นี้ ก็คาดว่าจะสามารถประกาศขายทีโออาร์ได้เร็วสุดปลายเดือนก.ย หรือ ไม่เกินเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม 1-2 เดือน และคาดว่าจะได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 แหล่งภายในเดือนมี.ค.-เม.ย.ปี 2561 หลังจากนั้นอีก 3 เดือน กรมฯจะเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ต่อไป
สำหรับความคืบหน้าในการร่างหลักเกณฑ์ทีโออาร์เปิดประมูลทั้ง 2 แหล่งนั้น คาดว่าจะต้องนำเสนอคณะอนุกรรมการปิโตรเลียมพิจารณาอีก 2 ครั้ง โดยอยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียม เช่น การกำหนดอัตราการผลิตขั้นต่ำให้แต่ละแหล่ง,การกำหนดราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เพราะการสำรวจรอบใหม่นี้ราคาก๊าซจะปรับสูงขึ้น แต่ต้องไม่สูงจนเกินไป ซึ่งขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างเจรจากับ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ซื้อก๊าซ และกรมฯอยู่ระหว่างปรับหลักเกณฑ์ราคาก๊าซใหม่ว่าจะอ้างจากราคาน้ำมันดิบหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LNG)จากเดิมที่อ้างอิงจากราคาน้ำมันเตา และอยู่ระหว่างพิจารณาสัดส่วนกำหนดให้พนักงานที่จะปฏิบัติงานในแหล่งปิโตรเลียมต้องเป็นบุคลากรคนไทยประมาณ 70-80%
นายวีระศักดิ์ ยอมรับว่า การใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ในการสำรวจปิโตรเลียมอาจจะทำให้รายได้ของรัฐลดลงเหลือ 68% จากระบบสัมปทานเดิมอยู่ที่ 70% แต่จะทำให้รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการเข้าไปกำกับดูแลการดำเนินการร่วมกับเอกชนที่เป็นผู้รับสัมปทานมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานล่าช้า โดยเฉพาะการอนุมัติแผนงานและการบริหารจัดการเงินลงทุนต่างๆ ที่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของภาครัฐ แต่กรมฯจะพยายามกำหนดกติกาต่างๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานได้เร็วขึ้น หรือไม่เป็นอุปสรรคต่อการสำรวจปิโตรเลียม พร้อมยืนยันว่า กรมฯสามารถทำหน้าที่ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งองค์กรใหม่ ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กำลังศึกษาการจัดตั้งNOC โดยหากผลการศึกษาเห็นว่าควรมีการจัดตั้งองค์กรใหม่ กรมฯก็สามารถถ่ายโอนงานได้
อย่างไรก็ตาม กรมฯ อยากเห็นผู้รับสัมปทานรายเดิมคือ ปตท.สผ. และ บริษัท เชฟรอน ยื่นเข้าร่วมประมูลทั้ง 2 แหล่งพร้อมกัน เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการประมูลและประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด
ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ด้านพลังงาน กล่าวว่า ประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมในการกำหนดพื้นที่สำรวจ เพื่อกำหนดสิทธิ์การสำรวจในหลายรูปแบบ ทั้งระบบแบ่งปันผลผลิต สัญญาจ้างผลิต และสัญญาสัมปทาน โดยกำหนดให้พื้นที่สำรวจในอ่าวไทยเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น มองว่า การใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต จะทำให้ภาครัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของเอกชนที่เป็นรับสัมปทานได้ใกล้ชิดมากขึ้น
แต่ในระบบแบ่งปันผลผลิต การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะต่างจากระบบสัมปทานที่จะแบ่งปันจากค่าภาคหลวง แต่ระบบแบ่งปันผลผลิตจะแบ่งปันในส่วนของเชื้อเพลิงคือ น้ำมันและก๊าซ ซึ่งตรงนี้ จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่แทนภาครัฐ คือ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) มาบริหารจัดการส่วนแบ่งดังกล่าว แต่ในพระราช(พ.ร.บ.)บัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2560และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2560 ได้ตัดเรื่องการจัดตั้ง NOC ออกไป โดยให้กระทรวงพลังงานไปดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาให้เสร็จภายใน 1 ปี
“การที่กระทรวงพลังงานอ้างว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติสามารถทำหน้าที่เป็น NOC ได้นั้น อาจไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะมาติดตามการดำเนินงานของเอกชน เพราะเท่าที่ดูข้อมูลจากต่างประเทศ เช่น ปิโตรนาส มาเลเซีย จะเป็นระบบเรียลไทม์ที่รายงานกำลังผลิตปิโตรเลียมเป็นรายวันและตลอดเวลา ดังนั้น หากรัฐไม่มี NOC ที่เหมือนกับการปิโตรเลียมในอดีต อาจทำให้ระบบPSC ไม่สมบูรณ์” น.ส.รสนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายสมพรว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ. ) ยืนยันว่า ปตท.สผ.พร้อมเข้าร่วมประมูลทั้งแหล่งเอราวัณและบงกชในทุกรูปแบบ และไม่กังวลกับการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเพราะ ปตท.สผ. เคยมีประสบการณ์จากการดำเนินงานในแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) อยู่แล้ว
เช่นเดียวกับ นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ยืนยันที่จะเข้าร่วมประมูลแหล่งเอราวัณเช่นกันไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ก็ตาม ซึ่งเชฟรอน ยังคงรอดูการประกาศทีโออาร์ที่ชัดเจน



