ข่าว

เผยกลุ่มต้านรัฐบาลลดขอเป็นกลาง65%

เผยกลุ่มต้านรัฐบาลลดขอเป็นกลาง65%

20 ก.ย. 2552

เอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นรัฐบาลประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เสียงส่วนใหญ่ขอยืนตรงกลางกว่า 65 %

 (20ก.ย.) ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจภาคสนาม เรื่อง สำรวจฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในวันที่มีผลบังคับใช้ พรบ. มั่นคง 19 กันยายน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,755 ครัวเรือน ดำเนินการสำรวจในวันที่ 19 กันยายน 2552 พบว่า  หลังจากที่ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีผลบังคับใช้ในเขตดุสิตเป็นครั้งที่สอง เพื่อดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเปรียบเทียบฐานข้อมูลทางการเมืองของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ความมั่นคงครั้งแรกเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า ฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อรัฐบาลลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 25.6 ในช่วงต้นเดือนกันยายน มาอยู่ที่ร้อยละ 23.3 ในการสำรวจครั้งล่าสุด

 แต่ค่าที่ลดลงนี้ยังไม่ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ ตรงกันข้ามกับฐานสนับสนุนรัฐบาล คือ ฐานไม่สนับสนุนรัฐบาล คือกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล หรือกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาลมีจำนวนลดลงจากร้อยละ 17.4 เหลือร้อยละ 11.5 ซึ่งเป็นค่าสถิติที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ มีกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาลลดน้อยลง แต่จำนวนประชาชนมาเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คือจาก  ร้อยละ 57.0 มาอยู่ที่ร้อยละ 65.2

 เมื่อจำแนกฐานสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ตามเพศ พบว่าในกลุ่มเพศชายสนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 22.6  ไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 15.6  ในขณะที่ในกลุ่มเพศหญิงพบว่า สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 23.8 และไม่สนับสนุนคิดเป็นร้อยละ 10.3 และเมื่อพิจารณาฐานสนับสนุนรัฐบาลจำแนกตามช่วงอายุพบว่า กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลสูงกว่าช่วงอายุอื่นๆ คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 25.8  รองลงคือกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีที่พบว่าสนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 24.8 ทั้งนี้ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 - 49 ปี มีผู้ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลสูงกว่าช่วงอายุอื่นๆ  โดยคิดเป็นร้อยละ 16.3 รองลงมาคือคือกลุ่มผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 30 - 39 ปี  คิดเป็นร้อยละ 15.9 ตามลำดับ

 นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจำแนกฐานสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ตามระดับการศึกษา พบว่าในกลุ่มผู้ที่สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 18.9 ไม่สนับสนุนร้อยละ 13.8 ในขณะที่ร้อยละ 67.3 ระบุขออยู่ตรงกลาง ไม่อยู่ฝ่ายใด  สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีพบว่า ร้อยละ 31.2 สนับสนุนรัฐบาล  ร้อยละ 10.7 ไม่สนับสนุน และร้อยละ 58.1 ขออยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในขณะที่ในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรีนั้นพบว่า ร้อยละ 41.1 สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 6.3 ไม่สนับสนุน และร้อยละ 52.6 ขออยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และเมื่อจำแนกตามกลุ่มอาชีพต่างๆ นั้นพบว่า ในกลุ่มข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจสนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 28.9  ไม่สนับสนุนร้อยละ 4.3  กลุ่มผู้ที่มีอาชีพค้าขาย/ธุรกิจอิสระ สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 24.7 ไม่สนับสนุนคิดเป็นร้อยละ 18.0  กลุ่มนักเรียนนักศึกษาสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 23.3 ไม่สนับสนุนร้อยละ 7.4  กลุ่มผู้ที่มีอาชีพรับจ้างใช้แรงงานทั่วไปสนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 16.1 ซึ่งใกล้เคียงกลับกลุ่มผู้ที่ไม่สนับสนุนซึ่งมีอยู่ร้อยละ 14.5  กลุ่มแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 24.6 ไม่สนับสนุนร้อยละ 9.4 ในขณะที่ในกลุ่มผู้ที่ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพนั้นพบว่า ส่วนใหญ่คือร้อยละ 81.0 ขออยู่ตรงกลางไม่ฝักฝ่ายใด  โดยมีกลุ่มผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลอยู่เพียงร้อยละ 3.9 และกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 15.1 ตามลำดับ

 สำหรับฐานของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจำแนกตามรายได้นั้นพบว่า กลุ่มผู้ที่มีรายได้ ต่ำกว่า 5,000 บาท สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็น    ร้อยละ 22.0 กลุ่มผู้ที่มีรายได้ 5,000 - 10,000 บาท สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 15.3  กลุ่มผู้มีรายได้ 10,001 - 15,000 บาท คิดเป็น ร้อยละ 23.7 กลุ่มผู้ที่มีรายได้ 15,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 29.5 และกลุ่มผู้ที่มีรายได้มากกว่า  20,000 สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็น   ร้อยละ 37.0 ตามลำดับ 

 ในขณะที่เมื่อพิจารณาฐานของกลุ่มผู้ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลนั้นพบว่า กลุ่มผู้ที่มีรายได้ ต่ำกว่า 5,000 บาท ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 11.9 กลุ่มผู้ที่มีรายได้ 5,000 - 10,000 บาท ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 14.1  กลุ่มผู้มีรายได้ 10,001 - 15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 12.2 กลุ่มผู้ที่มีรายได้ 15,001 - 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 9.1 และกลุ่มผู้ที่มีรายได้มากกว่า  20,000 ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 14.0

 ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งล่าสุดที่มีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ส่งผลให้เห็นได้ว่า ถ้าไม่เกิดการใช้ความรุนแรงบานปลาย ก็จะไม่ส่งผลต่อฐานสนับสนุนรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไปเพิ่มจำนวนตรงกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางคือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างประเทศ และประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงน่าจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และไม่เกิดการใช้ความรุนแรง ผลที่ได้คือการสนับสนุนของกลุ่มประชาชนที่อยู่ตรงกลางต่อกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุขมากกว่า ส่วนฐานสนับสนุนของรัฐบาลจะเพิ่มหรือลดลงจะขึ้นอยู่กับผลงานของรัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้หรือไม่ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความมั่นคงอาจจำเป็นต้องค่อยๆ ทำให้สาธารณชนรู้สึกเคยชินกับการนำกองกำลังออกมาดูแลความสงบเรียบร้อยที่เป็นไปอย่างสง่างามตามจุดต่างๆ กลมกลืนไปกับแผนดึงดูดการท่องเที่ยว จะสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สัญจรไปมาได้อีกทางหนึ่ง

 “ ความรู้สึกของสาธารณชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อเรื่องเดียวกันอาจตีความหมายได้แตกต่างกัน เช่น เห็นภาพเจ้าหน้าที่ของรัฐถืออาวุธดูแลความเรียบร้อย ก็อาจถูกมองว่าเป็นการใช้ความรุนแรง ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบแต่ก็อาจถูกมองว่า วุ่นวายได้ จึงจำเป็นต้องสื่อสารด้วยการปฏิบัติและข้อความไปยังสาธารณะชนในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยว่า ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ประชาชนผู้ชุมชน ก็แสดงพลังความเข้มแข็งตามระบอบประชาธิปไตย และเจ้าหน้าที่รัฐก็ดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ” ดร.นพดล กล่าว

 จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 50.9 เป็นหญิง ร้อยละ 49.1  เป็นชาย  ตัวอย่างร้อยละ 13.9  อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 33.8  อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 17.9 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 18.2  อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และ ร้อยละ 16.2 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 72.5 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 23.9 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 3.6  สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี  ตัวอย่างร้อยละ 21.4 ระบุอาชีพรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป   ร้อยละ 24.1 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 13.0  ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ  11.9 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ  ร้อยละ 6.5  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ  ร้อยละ  20.8  เป็นนักเรียน/นักศึกษา  ในขณะที่ร้อยละ 2.3 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ  ตัวอย่างร้อยละ 19.2 ระบุรายได้ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 45.2 รายได้ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 14.3 รายได้ 10,001-15,000 บาท ร้อยละ 9.2 รายได้ 15,001-20,000 บาท และร้อยละ 12.1 รายได้มากกว่า 20,000 บาท