
อภิสิทธิ์วอนคนไทยอย่าทำร้ายกันเลย
"อภิสิทธิ์"ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายช่วยรักษาความสงบของประเทศทำให้การชุมนุม 19 ก.ย.ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ยันประเทศไทยไม่ได้เสียดินแดนบริเวณเขาพระวิหาร วิงวอนคนไทยอย่าได้ทำร้ายกันเลย
เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 20 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ความว่า
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นั้นเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยเลย มีความวิตกกังวลว่า มีการชุมนุมของกลุ่มบุคคลทั้งที่กรุงเทพมหานคร และที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลกันมาแทบจะเรียกได้ว่าตลอดทั้งสัปดาห์ แล้วก็มีความเป็นห่วงเป็นใยว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ประการแรกก็ต้องขอเรียนว่าในส่วนของการชุมนุมที่กรุงเทพมหานครนั้น ขอขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ ทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งผู้ชุมนุม ที่การชุมนุมใหญ่นั้นก็ผ่านพ้นไป โดยไม่ได้มีปัญหาหรือเหตุการณ์อะไร
"แล้วก็ขอถือโอกาสนี้เรียนว่าในเรื่องปัญหาทางการเมืองนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลได้ขอให้เปิดให้มีการอภิปรายทั่วไป ในกรณีที่จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่รัฐสภาได้ตั้งขึ้น เท้าความนิดหนึ่งครับว่า เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
เรื่องของปัญหาการปฏิรูปการเมืองนี้ก็ถกเถียงกันมาโดยตลอด แล้วก็จะดูจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งครับ ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน หลังจากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในเดือนเมษายนนั้น ผมได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในสภาฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ได้ตัดสินใจในวันนั้นว่า จะให้สภาฯ นั้นได้ช่วยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 คณะ คณะหนึ่งมาดูเรื่องของการตรวจสอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงนั้น แล้วอีกคณะหนึ่งก็มาดูในเรื่องของการหาทางออกในทางการเมือง ในเรื่องของความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และรวมไปถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ซึ่งต่อมาท่านประธานรัฐสภาก็ได้กรุณาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด และก็ได้ทำงาน คณะกรรมการที่ทำงานในเรื่องของการไปศึกษาเกี่ยวกับประเด็นความสมานฉันท์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปการเมือง ก็ได้ทำรายงานเสร็จสิ้นนะครับ
แต่บังเอิญช่วงที่ทำรายงานเสร็จนั้น เป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการปิดสมัยประชุม ก็ไม่มีโอกาสที่จะเอารายงานนั้นเข้ามา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็น ความจริงพอเปิดมาเมื่อเดือนสิงหาคมก็มีปัญหาอีก เพราะว่าสมัยประชุมที่เปิดขึ้นมาเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วก็ไม่สามารถที่จะพิจารณาเรื่องอื่นได้ รัฐบาลก็เลยใช้วิธีการในการเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไปเมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดี เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและประเด็นอื่น ๆ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดก็จะทราบนะครับว่า แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายอยู่ ผมก็ได้เสนอทางออกหรือว่าทางเดินต่อไปในเรื่องนี้
โดยสรุปก็คือว่าคณะกรรมการสมานฉันท์นั้นมีข้อเสนอหลายส่วนครับ ส่วนแรกคงจะเป็นเรื่องของการที่จะต้องมีกระบวนการในการสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ในรูปแบบต่าง ๆ ตรงนี้ไม่มีปัญหาครับ ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เห็นด้วย และรัฐบาลก็จะทำหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมตามโครงการ หรือด้วยวิธีการต่าง ๆ ส่วนที่สอง ในแง่ของการมองไประยะยาวไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะมีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่จะมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ก็เช่นเดียวกันนะครับ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาดูจะเห็นพ้องต้องกัน และก็คงไม่มีปัญหาในการที่จะเดินหน้าต่อไป แต่ว่าเฉพาะหน้านั้นทางคณะกรรมการได้เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นนะครับ และก็อยากจะให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ว่าต้องยอมรับครับว่าเมื่อมีการรายงานเสร็จ ก็มีกลุ่มทั้งสมาชิกรัฐสภา ทั้งกลุ่มมวลชนพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กลุ่มที่เห็นด้วยก็มีนะครับ และก็มีการถกเถียงกันมากว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
หลังจากที่ฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภาแล้ว ผมก็เสนอทางออกครับ โดยมีหลักการว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะกระทำเพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในวันที่มีการลงคะแนนรับ ในกระบวนการของประชาชามตินั้นก็มีการพูดกันครับว่า ยังมีบางจุดหรือยังมีบางเรื่องที่สมควรจะได้รับการแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การทำงานของรัฐบาล ของสภาฯ สามารถตอบสนองพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้น แต่ว่าผมก็ได้เสนอครับว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นต่างคนต่างเสนอ แทนที่จะเป็นเรื่องของความสมานฉันท์ ก็จะกลายเป็นปมความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็บอกว่าทุกพรรคการเมืองและทางวุฒิสภา น่าจะได้หารือกันว่าจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าไปสู่สภาฯ นั้นควรจะเป็นร่างที่ทุกฝ่ายตกลงกันก่อนล่วงหน้านะครับ เพื่อที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ในกระบวนการนี้
ข้อที่สองก็คือว่า ในขณะที่สมาชิกรัฐสภาอาจจะตกลงกันได้นี้ แต่ว่าคนที่เป็นเจ้าของประเทศคือประชาชน เพราะฉะนั้นการจะไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและอาจจะมีบางกลุ่มบางฝ่ายซึ่งยังไม่เห็นด้วย ก็น่าที่จะมีกระบวนการบางอย่างนะครับที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม และยอมรับการแก้ไขหรือแสดงออกว่าจะไม่ให้มีการแก้ไขที่ทุกฝ่ายน่าจะมองเห็นว่าเป็นทางออกที่ตกลงร่วมกันได้ ข้อเสนอของผมในวันนั้นก็คือว่า หลังจากที่ผมเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกาก็จะได้มีการนัดหมายวิปของ 3 ฝ่าย คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อมาตกลงกันครับว่า จะเดินหน้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มีข้อเสนอมา 3 ข้อนะครับ ที่ผมได้เสนอให้เป็นทางเลือก
ข้อแรกก็คือแทนที่จะให้ทางสภาฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญกันเอง ก็อาจจะมีการตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมา ก็นิยมเรียกกันว่า ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ)นะครับ แต่ว่าคงไม่ได้หมายความว่าเป็น ส.ส.ร. ที่ต้องใช้เวลาในกระบวนการในการไปคัดเลือกสรรหามา ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ จะเป็นการอาจจะกำหนดไปเลยว่า หนึ่งในสี่มาจากสมาชิกรัฐสภา หนึ่งในสี่มาจาก ส.ส.ร. ปี 40 หนึ่งในสี่มาจาก ส.ส.ร. ปี 50 คัดเลือกกันเองนะครับ และอาจจะมีในส่วนของนักวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นแนวทางที่จะทำให้การแก้ไขนี้มีกระบวนการของการที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม นั่นทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งก็มีสมาชิกวุฒิสภาที่บอกว่าควรจะมีตั้งคณะกรรมการอิสระ คือคนนอกสภาฯ มองลองพิจารณาในเรื่องของรัฐธรรมนูญดู เสร็จแล้วก็มาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของกรรมการสมานฉันท์ เอาไปลงประชามติ
แต่ว่าข้อเสนอข้อที่สามซึ่งเป็นข้อเสนอที่ผมเสนอเองนะครับหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกก็คือว่า เมื่อมี 6 ประเด็นชัดเจนแล้วก็น่าจะให้ทุกพรรคการเมืองกับวุฒิสภายกร่างรัฐธรรมนูญตาม 6 ประเด็นร่วมกัน โดยแยกออกเป็น 6 ฉบับ คือทำทีละประเด็น หรือจะทำเป็นฉบับเดียวก็ได้แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่า การแก้ไขเพิ่มเติมนี้จะมีผลได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดทำประชามติ หมายความว่าแต่ละประเด็นนี้ครับสมมติว่าพูดถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 เกี่ยวกับเรื่องของการทำสนธิสัญญานี้ ถ้าสภาฯ เห็นชอบแล้วยังไม่บังคับใช้ เอาประเด็นนี้ไปถามพี่น้องประชาชนให้ลงคะแนนกันทั้งประเทศ ถ้าประชาชนยอมรับก็จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ยอมรับก็ถือว่าตกไป
โดยแยกเป็นประเด็น ๆ ชัดเจนไปเลยนะครับ จะเป็นมาตรา 190 จะเป็นเรื่องเขตเลือกตั้ง จะเป็นเรื่องการยุบพรรค จะเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของ ส.ส. ก็จะทำแบบนี้หมดนะครับ ข้อเสนอนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ผมได้ฝากไว้ให้กับ 3 ฝ่ายพิจารณาช่วงที่ผมเดินทางไปต่างประเทศ กลับมาก็คงจะได้ข้อยุตินะครับ และผมคิดว่าน่าจะเป็นรูปธรรมและมีกรอบเวลาที่ชัดเจนต่อไป ว่าเราจะสามารถคลี่คลายปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างไรนะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของการชุมนุมเมื่อวานนี้ด้วย เพราะว่าที่ชุมนุมกันก็เป็นเพราะครบรอบ 3 ปีจากการเกิดรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่าสมควรจะได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไปนะครับ แนวทางนี้ถ้าผมเสนอและเป็นที่ยอมรับ ผมถือว่าน่าจะเป็นแนวทางที่มีความชอบธรรม คือสภาฯ ก็ทำหน้าที่ ขณะเดียวกันเราแก้รัฐธรรมนูญซึ่งผ่านประชามติมา ก็ให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่นะครับ"
นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงการชุมนุมที่จังหวัดศีรสะเกษเพื่อทวงคืนเขาพระวิหารว่า เมื่อวานนี้เช่นเดียวกันครับก็มีกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยต้องการไปแสดงออกว่า อาจจะเป็นความไม่พอใจนะครับ เป็นมุมมองที่บอกว่ารัฐบาลยังไม่เข้มแข็งเพียงพอในเรื่องของการรักษาสิทธิ อธิปไตย ดินแดนของไทย ในกรณีของปราสาทพระวิหารและบริเวณที่เกี่ยวข้องนะครับ จริง ๆ แล้วผมได้พยายามชี้แจงมาโดยตลอดนะครับว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เลย การดำเนินการในเชิงของกฎหมาย ในเชิงของระหว่างประเทศ ทำทุกด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้มีการแจ้งยกเลิกแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเราคิดว่าเป็นปัญหาเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในส่วนของคณะกรรมการมรดกโลกกับยูเนสโก ว่าเราไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีการขึ้นทะเบียน และมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของกัมพูชาอย่างไรนะครับ
พร้อม ๆ กันนั้นนะครับในพื้นที่เองเมื่อปีที่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะว่ามีการปะทะกัน แล้วต่อมาก็มีการเจรจา โดยได้กลับไปยึดในเรื่องของข้อตกลงเมื่อปี 2543 ที่บอกว่าเรื่องของเขตแดนซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ไม่ตรงกันนี้ เราถือสันปันน้ำ เขาถือแผนที่ ก็จะมีคณะกรรมการขึ้นมา และระหว่างที่คณะกรรมการกำลังทำงานในเรื่องการจัดทำหลักเขตแดน ก็จะไม่ให้มีการไปปรับสภาพพื้นที่ใด ๆ นะครับ ฉะนั้นการเจรจาตรงนั้นก็เริ่มต้นมาเพื่อจะนำไปสู่การถอนกองกำลังซึ่งมีอยู่ทั้งสองฝ่าย แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของชุมชน ที่มีอยู่ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาได้ ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาครับ เพียงแต่ว่าพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปเมื่อวานนี้ อยากจะให้มีการดำเนินการที่เด็ดขาดนะครับ แต่ว่าผมก็ได้พยายามชี้แจงครับว่าที่จริงแล้วสิ่งที่ทำอยู่นี้ ยืนยันได้เลยว่าไม่มีการเสียดินแดน ไม่มีการเสียอธิปไตยแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของสันติวิธี ข้อตกลงต่าง ๆ
ในทางตรงกันข้ามครับถ้าหากว่ามีเหตุการณ์การปะทะกันขึ้นมา จะโดยเริ่มต้นจากอะไรก็แล้วแต่นี้ มันก็มีโอกาสสูงครับว่าเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกระดับขึ้นไป ซึ่งก็จะเป็นผลเสียกับประเทศไทย เป็นผลเสียกับทางความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นผลเสียกับอาเซียนเอง เพราะฉะนั้นเราได้ทำอย่างเต็มที่ แต่เมื่อพี่น้องจะไปนะครับ บังเอิญก็ไปเจอปัญหาว่ามีพี่น้องประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาไม่เห็นด้วยนะครับ เมื่อวานนี้ผมก็พยายามครับ ได้ขอร้องว่าทำอย่างไรเจ้าหน้าที่อยู่ตรงระหว่างกลางนะครับ ไม่ให้พี่น้องปะทะกันเผชิญหน้ากัน แต่ปรากฏว่าในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็ไม่สามารถที่จะยันกับจำนวนคน ซึ่งมีจำนวนมากนะครับทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเรื่องที่หน้าเสียใจครับว่าทำให้เกิดการปะทะกันแล้วก็มีการบาดเจ็บ แต่ว่าผมกับฝ่ายความมั่นคงก็ได้เร่งในการที่จะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะของความสงบเรียบร้อย แล้วก็ได้มีการเจรจากัน ที่สุดก็ได้มีการขอกันนะครับว่ากลุ่มที่มาคัดค้านก็ควรจะเปิดทาง และกลุ่มที่จะเข้าไปนี้ขอให้เข้าไปโดยได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในเรื่องของการที่จะกำหนดจำนวนและกิจกรรมที่จะไปทำนะครับ สุดท้ายกว่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องก็มืดค่ำพอดี เพราะฉะนั้นข้อตกลงอันนี้ก็คือว่า ทางผู้ที่เดินไปก็จะส่งตัวแทนขึ้นไป โดยทางเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้ แต่ว่าจะให้มีตัวแทนจำกัดนะครับ เพื่อจะได้ควบคุมสภาพพื้นที่และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ และหลังจากนั้นจะขึ้นไปอ่านแถลงการณ์หรืออะไร เสร็จแล้วก็เป็นอันจบสิ้นกิจกรรม
ผมก็อยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหานี้นะครับ ส่วนปัญหาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกรณีอย่างนี้ครับ ผมอยากจะเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า การแสดงออกของแต่ละฝ่าย คนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันนี้ ทำได้ แต่ว่าขอความกรุณาว่าเราคนไทยด้วยกันนี้นะครับอย่าทำร้ายกันเอง อย่าทำร้ายกันเอง และก็ขอให้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ เพราะว่าในส่วนของรัฐบาลนั้นเจ้าหน้าที่ได้รับนโยบายอย่างชัดเจนนะครับ ต่อกรณีการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่าง ๆ ทุกกลุ่มนะครับว่า สิ่งที่เราต้องการเห็นมากที่สุดก็คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการปะทะกันเลย และไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยขอถือโอกาสพูดต่อนะครับว่า สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลก็จึงได้เริ่มต้นโครงการอีกโครงการหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของ "ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" เหตุผลก็เพราะว่า จากสภาพปัญหาความขัดแย้งหลายเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ครับ ที่จริงแล้วพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองสงบ ต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองเดินหน้า เราก็อยากที่จะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ซึ่งคำว่า "เรา" ในที่นี้ก็คือคนไทยด้วยกันเอง รัฐบาลก็มีความคิดว่าเราน่าจะหาจุดหลอมรวมทำกิจกรรมที่ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศคิดถึงความสามัคคี คิดถึงประเทศชาติ และได้อาศัยเรื่องของสื่อก็คือเพลงชาติ ซึ่งเราก็เปิดและฟังกันทุกวัน 8 โมงเช้ากับ 6 โมงเย็นอยู่แล้ว แต่ว่าที่จะทำกิจกรรมเริ่มต้น ความจริงก็คือผมเปิดโครงไปเมื่อวันศุกร์ แต่วันนี้ก็คือจะเริ่มต้นเวียนไปตามจังหวัดต่าง ๆ นะครับ หมายความว่าจะเรียงจากจังหวัดที่ขึ้นต้นด้วยตัว ก. นะครับ ไล่ไปเรื่อย ๆ ครับจนถึงจังหวัดสุดท้ายซึ่งลงท้ายด้วยตัว อ. ก็จะไปจบลงวันที่ 4 ธันวาคม พอดีนะครับ แล้วพอถึงวันที่ 5 ธันวาคมจะมีการจัดกิจกรรมในกรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง ง่าย ๆ ครับก็คือ 6 โมงเย็นจังหวัดที่อยู่ในคิวก็จะไปจัดกิจกรรมรวบรวมพี่น้องประชาชน เชิญชวนมวลชนต่าง ๆ เข้ามา แล้วก็ร้องเพลงชาติร่วมกัน ผมก็หวังว่าทุกจังหวัดจะให้ความร่วมมือ ผมทราบว่าหลายจังหวัดก็ตื่นเต้นนะครับ วันนี้เริ่มต้นที่จังหวัดกระบี่ เขาก็บอกว่ามีคนอยากจะไปร่วมกิจกรรมจำนวนมากนะครับ แล้วก็ยังมีจังหวัดต่อ ๆ ไปนะครับ เช่น กาญจนบุรี ขอนแก่น ก็ได้เตรียมเลือกสถานที่ที่จะเป็นสัญลักษณ์ด้วย ที่เป็นความภาคภูมิใจของจังหวัด ที่เป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชนคนไทย แล้วก็จะได้มาร่วมกันแสดงออกถึงความรักชาติ และรู้รักสามัคคี อันนี้เป็นกิจกรรมที่ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในการที่จะแสดงออกถึงการรวมพลังกัน เพื่อให้บ้านเมืองของเรานั้นสามารถเดินไปข้างหน้าได้
ก่อนที่จะจบลงในช่วงนี้นะครับ สุดท้ายก็อยากจะบอกครับว่า ผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในช่วงคืนวันนี้ จะไปถึงสหรัฐอเมริกาในวันพรุ่งนี้เช้าตามเวลาที่นิวยอร์ก แล้วก็จะเริ่มทำกิจกรรมเลยนะครับจนกระทั่งค่ำ กิจกรรมในวันแรกก็จะเป็นเรื่องของการทำกิจกรรมของกระทรวงต่าง ๆ ที่ไปสร้างความเชื่อมั่นทั้งของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ โดยการไปพบปะกับนักลงทุน นักธุรกิจต่าง ๆ แล้วพอเริ่มต้นในช่วงของวันอังคารก็จะไปประชุมสหประชาชาติ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนหรือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยก็กำลังจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสัปดาห์หน้าที่กรุงเทพมหานครด้วย แล้วในช่วงของวันพฤหัสวันศุกร์ก็จะเดินทางไปที่เมืองพิชเบิร์กเพื่อไปประชุม จี 20 คือกลุ่มประเทศที่เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด 20 แห่งของโลก แต่ผมไปในฐานะของประธานของอาเซียน ก็เป็นการประชุมต่อเนื่องจากที่ประชุมที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนเมษายน สาระสำคัญก็จะเป็นการติดตามเรื่องของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกนะครับ เสร็จแล้วก็เดินทางกลับมานิวยอร์กเพื่อที่จะแถลงต่อที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ ก่อนที่จะเดินทางกลับมา ก็จะมาถึงกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ตอนช่วงประมาณ 3 - 4 ทุ่ม
ระหว่างที่ไม่อยู่ 1 สัปดาห์นั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรักษาราชการแทนนะครับ สัปดาห์หน้าก็คงจะต้องมาพบกับพี่น้องประชาชนผ่านการจัดทำรายการที่สหรัฐอเมริกานะครับ ผมเรียนสั้น ๆนะครับว่ากิจกรรมทั้งหมดมีความสำคัญมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลก ซึ่งความจริงแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ก็พบว่าขณะนี้ความสนใจในการที่จะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน เทียบกับเมื่อช่วงต้นปีเพิ่มขึ้นมาก และมีการไปสำรวจบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนถึงแผนงานในเรื่องของการจ้างงาน ในเรื่องของการเลิกจ้างนะครับ เป็นตัวเลขที่แตกต่างจากช่วงต้นปีค่อนข้างมากอย่างชัดเจนทีเดียวนะครับ ก็คือว่าแนวโน้มทุกอย่างดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพวกเราทุกคนช่วยกันในการที่จะทำให้บ้านเมืองนั้นสามารถเดินไปข้างหน้าได้ ผมมั่นใจครับว่าเศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น พี่น้องประชาชนจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวโลกก็จะดีขึ้นนะครับ รัฐบาลก็จะมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และจะเป็นผู้ที่จะพยายามระดมกำลังของทุกฝ่ายให้เป็นกำลังที่มาสู่พลังที่สร้างสรรค์ต่อไป พักกันสักครู่นะครับ วันนี้จริง ๆ แล้วเป็นวันเยาวชนแห่งชาตินะครับ เพราะฉะนั้นรายการในช่วงที่เหลือนั้นผมได้มีโอกาสไปสนทนากับเยาวชน และมีเด็กขอมาร่วมด้วย ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของบ้านเมืองครับ
หลังจากจัดรายการเสร็จนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ
"วีระ"คาดขึ้นผามออีแดงอ่านแถลงการณ์11นาฬิกา
นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน แกนนำมวลชนทวงคืนเขาพระวิหาร เปิดเผยถึงมาตรการดำเนินการเรียกร้องทวงคืนพื้นที่ 4.6 ตารางเมตร ว่า ทางกลุ่มเครือข่ายจะไปรวมตัวที่ผามออีแดงเช้านี้ ก่อนจะมีการอ่านคำแถลงของกลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะสามารถแถลงได้ในเวลาประมาณ 11.00 น. และหลังจากอ่านคำแถลงเสร็จ ก็จะเดินทางกลับ ส่วนจะเดินทางกลับมาชุมนุมใหม่ หรือดำเนินมาตรการใดอีก ก็จะได้ปรึกษากันอีกครั้งส่วนจะปรึกษากับ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้
นายวีระ กล่าวอีกว่า หลังมีการประกาศกฎอัยการศึก ทางกลุ่มก็ยินยอมทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ โดยเช้านี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้มาสอบถามเรื่องการอ่านคำแถลง และวิธีการเดินทางขึ้นไปอ่านคำแถลง ทั้งนี้ เพื่อรักษาความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามและเป็นอันตราย อีกทั้งป้องกันการปะทะกันของชาวบ้านซ้ำ
ปชช.ยังไม่มั่นใจไทยสามัคคีไทยเข้มแข็งจะช่วยได้
สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,169 คน ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน ถึงการเปิดโครงการ ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาล ซึ่งมีกิจกรรมร้องเพลงชาติไทยในเวลา 18.00 น. เพื่อลดบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียด โดยเน้นความรัก ความสามัคคี การทำความดีของคนไทยทุกคน โดยความรู้สึกของประชาชน เมื่อได้ฟังเพลงชาติไทย ร้อยละ 28.29 ภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และได้เกิดในแผ่นดินไทย ร้อยละ 23.17 รู้สึกเป็นเพลงที่ได้ยินมาตั้งแต่เกิดทุกคนร้องได้ และร้อยละ 22.48 รู้สึกแสดงความเป็น เอกราชของชาติไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร
ประชาชนร้อยละ 31.32 รู้สึกว่า โครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง เป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ร้อยละ 30.51 รู้สึกว่าเป็นโครงการที่ดีช่วยกระตุ้นให้คนไทยมีจิตสำนึกในความเป็นไทย และร้อยละ 25.40 รู้สึกว่าหากคนไทยทุกคนไม่สนใจหรือไม่ให้ความสำคัญก็ไม่มีผลอะไร โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำต่างๆ
นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 36.49 รู้สึกไม่แน่ใจว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยให้คนไทยสามัคคีเพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.85 รู้สึกว่าโครงการดังกล่าวช่วยให้คนไทยสามัคคีกันเพิ่มขึ้น และร้อยละ 30.66 คิดว่าโครงการดังกล่าวไม่ทำให้คนไทยเกิดความสามัคคีกัน
ส่วนกิจกรรมอื่นๆที่ทำให้คนไทยมีความสมัคคีกันนอกเหนือจากการร้องเพลงชาติ ร้อยละ 29.56 เห็นว่าโครงการทำดีเพื่อพ่อ ร้อยละ 27.18 เห็นว่าติดธงชาติไว้หน้าบ้าน ร้อยละ 20.48 จัดกิจกรรมทำบุญใส่บาตรให้ประเทศชาติ ร้อยละ 12.46 จัดพิธีบวงสรวงเสาหลักเมือง บวงสรวงอดีตพระมหากษัตริย์ไทย และร้อยละ 10.32 เห็นว่าควรสร้างภาพยนต์หรือเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรักชาติเผยแพร่ทางโทรทัศน์ทุกช่อง



