ข่าว

 ประหยัดภาษีด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

ประหยัดภาษีด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

20 ก.ย. 2552

ในขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ที่ดัชนีราคาหุ้นทะยานจากระดับ 380 จุด ขึ้นมายืนเหนือ 700 จุด หรือคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 80% จะสร้างความ “มั่งคั่ง” ให้แก่นักลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

 แต่สำหรับบรรดาผู้มีรายได้ที่มีภาระต้องเสียภาษี อาจจะกำลังกุมขมับ เพราะราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นไป ทำให้ “ต้นทุน” ของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ (Long Term Equity Fund) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พุ่งพรวดตามราคาหุ้นไปด้วย

 ที่สำคัญ เหลือเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเศษๆ เท่านั้นสำหรับการจับจังหวะลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี คำถามคือ จะซื้อกองทุน “แอลทีเอฟ” ในช่วงเวลานี้จะคุ้มหรือไม่กับการประหยัดภาษี

 “พิชัย เลิศสุพงษ์กิจ” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต บอกว่า หากจะพิจารณาถึงเงื่อนเวลา ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ ก็จะยังถือว่า มีเวลาสำหรับการรอคอยเพื่อจะเข้าลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้ประจำปี 2552

 “ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นบ้านเราปรับตัวขึ้นมาไกลมาก จากระดับต่ำกว่า 400 จุด ขึ้นมายืนเหนือ 700 จุดได้ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า สุดท้ายแล้วตลาดหุ้นจะต้องปรับฐาน โดยราคาหุ้นจะปรับตัวลดลง เพียงแต่ว่าจะลงมากหรือลงน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อม”

 “พิชัย” บอกด้วยว่า สถานการณ์แวดล้อมหลักๆ ในขณะนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องทิศทางราคาน้ำมัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกแล้ว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ถือเป็นปัจจัยภายในประเทศที่ยังต้องให้น้ำหนักอยู่ไม่น้อย

 “ถ้าปรับฐานธรรมดา ดัชนีราคาหุ้นอาจจะลดลงได้ 60-70 จุด อันนี้ถือว่าไม่แปลกอะไร แต่ถ้ามีปัจจัยกระทบรุนแรงกว่านั้น ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงได้มากกว่านั้น”

 ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต ยังบอกด้วยว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องยอมรับ นั่นคือ “ต้นทุน” ของราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น

 “ด้วยราคาหุ้นที่ถูกยกขึ้นมาจากฐานเดิม แม้จะปรับตัวลดลง แต่ฐานราคาใหม่ได้ถูกสร้างขึ้น ทำให้คนที่จะลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะจะกลับไปซื้อที่ราคาถูกกว่าเยอะๆ คงไม่ได้ หากสถานการณ์ทั่วไปไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ”

 ขณะเดียวกัน เขาก็ย้ำด้วยว่า แม้ “ต้นทุน” จะเพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟเป็นการลงทุนระยะยาว ที่ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี ดังนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นย่อมจะปรับสูงขึ้นกว่าวันนี้ ดังนั้น การยอมรับ “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้อจำกัดในการลงทุน

 ส่วนกลยุทธ์ในการเข้าซื้อกองทุนแอลทีเอฟที่ “พิชัย” แนะนำนั้น เขาบอกว่า การเข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอหรือดอลลาร์ คอสต์ เอเวอเรจ (Dollar cost Average) เพื่อเฉลี่ยต้นทุน เป็นวิธีการที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในแอลทีเอฟควบคู่ไปด้วยนั้น “พิชัย” บอกว่า สามารถใช้วิธีโยกการลงทุนหรือสวิตช์ระหว่างกองทุนแอลทีเอฟ ภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เดียวกันหรือจะข้าม บลจ.กันก็สามารถทำได้

 “การโยกหรือสลับระหว่างกองทุนแอลทีเอฟด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องยาก หรือในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นแบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำกำไรไม่ได้ อย่างกองทุนเปิดวรรณเอเอ็มสมาร์ทหุ้นระยะยาว ซึ่งจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือดีริเวทีฟ (Derivative) เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ไว้ด้วย ซึ่งจะทำให้คนที่ลงทุนในแอลทีเอฟมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น”

 ปิดท้ายสำหรับคนที่สนใจจะแสวงหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมด้วยการลงทุนผ่านกองทุนแอลทีเอฟ มีข้อมูลมาฝากเพื่อการตัดสินใจ เพราะในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (เมษายน-มิถุนายน 2552) ที่ผ่านมา ทางลิปเปอร์ได้รวบรวมผลการดำเนินงานของกองทุนแอลทีเอฟ ซึ่งกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว ของ บลจ.ไอเอ็นจี สามารถให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ระดับ 48.64% มากกว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอยู่ที่ 41.20%

 ส่วนอันดับที่ 2 ได้แก่ กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว ให้ผลตอบแทนในไตรมาสที่ 2 ประมาณ 47.71% ตามมาด้วย กองทุนเปิดหุ้นระยะยาวอยุธยา SET50 ของบลจ.อยุธยา ซึ่งผลตอบแทนอยู่ที่ 44.09% กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นระยะยาวปันผล ของบลจ.ทิสโก้ ผลตอบแทน 43.82% และกองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว SET50 ที่ให้ผลตอบแทน 43.20%

 สรุปให้ได้ใจความสั้นๆ เพียงแค่ว่า สำหรับคนที่จำเป็นต้องลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ ยังพอมีเวลาเพื่อรอให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ไม่ว่าจะปรับฐานเล็กหรือใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ การลงทุนด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

เมื่อยอมรับได้แล้ว ก็เหลือแค่รอเวลา “ลุย” เท่านั้น !!

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]