ข่าว

ม.44 ผ่าตัด  ปปง. เปลี่ยนโครงสร้่างบอร์ดบริหาร

ม.44 ผ่าตัด ปปง. เปลี่ยนโครงสร้่างบอร์ดบริหาร

09 ส.ค. 2560

ม.44 ผ่าตัด ปปง. เปลี่ยนโครงสร้่าง บอร์ดบริหารมี 14 คน มีอำนาจยับยั้งการกระทําของคณะกรรมการธุรกรรมที่เลือกปฏิบัติหรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

              เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๘/๒๕๖๐ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

              โดยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นองค์กรที่มีความสําคัญในการป้องกันและปราบปรามการนําเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดมากระทําการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อที่จะนําเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ในการกระทําความผิดต่อไปได้อีก สมควรปรับปรุงแก้ไของค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้สามารถทําหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจของประเทศ

              อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

             ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

             “มาตรา ๒๔ ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ ปปง.” ประกอบด้วย (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 4 คนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นกรรมการ (๒) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นกรรมการ (๓) เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการทั้งสิบสี่คนเลือกกันเองเป็นประธานกรรมการคนหนึ่ง และรองประธานกรรมการ อีกคนหนึ่ง โดยประธานกรรมการต้องได้รับคะแนนเสียง 2ใน 3 ของจํานวนกรรมการทั้งหมด ให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการในสํานักงานจํานวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ  

            กรรมการตาม (๒) อาจมอบหมายให้ผู้ดํารงตําแหน่งรองหรือตําแหน่งไม่ต่ํากว่าระดับอธิบดีหรือ เทียบเท่าซึ่งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการมาเป็นกรรมการแทนก็ได้ และเมื่อได้มอบหมายผู้ใดแล้วให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายนั้นเป็นกรรมการตาม (๒) แทนผู้มอบหมาย”

         ข้อ ๒ ให้ยกเลิกมาตรา ๒๔/๑ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘

           ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(๓) กํากับ ดูแล และควบคุมให้คณะกรรมการธุรกรรม สํานักงาน และเลขาธิการ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งระงับหรือยับยั้งการกระทําใดของคณะกรรมการธุรกรรม สํานักงาน และเลขาธิการ ที่เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด ระเบียบตามวรรคหนึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการด้วยคะแนนเสียงสองในสาม ของจํานวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนจึงจะใช้บังคับได้ ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการดําเนินการไปตามที่เห็นสมควร”

            ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๔/๒ หรือคณะรัฐมนตรีให้ออก”

            ข้อ ๕ ให้บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับพ้นจากตําแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้การดําเนินการเพื่อให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามคําสั่งนี้ แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ในระหว่างที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่

            ข้อ ๖ ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

            ข้อ ๗ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

           พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ