
ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”
ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”
หลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบดำเนินโครงการ “ประกันภัยข้าวนาปี” ปีการผลิต 2560 พื้นที่เป้าหมายการเอาประกันภัยขั้นต่ำ จำนวน 25 ล้านไร่ ทั่วประเทศ วงเงิน 1,841.10 ล้านบาท ครอบคลุมภัยธรรมชาติทั้ง 7 ประเภท
ได้แก่ 1.น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก 2.ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง 3.ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น 4.ภัยอากาศหนาว หรือน้ำค้างแข็ง 5.ลูกเห็บ 6.ไฟไหม้ และ7.ภัยศัตรูพืช หรือโรคระบาด โดยภัยธรรมชาติ 6 ประเภทแรก มีวงเงินความคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูพืชโรคระบาด คุ้มครอง 630 บาทต่อไร่
ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ติดตามและพบว่า ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยเฉพาะจ.สกลนคร ที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ประมาณ 8.8 แสนไร่ การทำประกันภัยข้าวนาปี จะช่วยลดผลกระทบการสูญเสียรายได้และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
อาทิ หากเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 30% หรือคิดเป็นพื้นที่ 2.56 แสนไร่ จะมีมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 955 ล้านบาท แต่ถ้ามีการทำประกันภัยจะทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือ 632 ล้านบาทหรือลดลง 323 ล้านบาท และหากเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50% หรือ 4.27 แสนไร่ มูลค่าความเสียหายสูงสุดจะขยับมาอยู่ที่ 1,591 ล้านบาท แต่ถ้ามีการทำประกันภัยจะทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือ 1,052 ล้านบาท หรือลดลง 539 ล้านบาท
ส่วนภาพรวม “การเบิกสินไหมทดแทนประกันภัยข้าว” ในปีนี้ ประเมินว่า จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 3% ของพื้นที่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิด “ภัยพิบัติ” เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น
กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น 3% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการตามเป้าหมายขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 935.55 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย 6 ประเภทแรก มูลค่า 926.10 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 9.45 ล้านบาท กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น 4% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 1,247.40 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย 6 ประเภท มูลค่า 1,234.80 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 12.60 ล้านบาท
ในขณะที่เกษตรกรทั่วไป ซื้อประกันภัยครบตามเป้าหมายสูงสุด 8 แสนไร่ และเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ มีส่วนต่างของเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 38.76 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย6ประเภท มูลค่า 38.38 ล้านบาท และภัยศัตรูพืช โรคระบาด มูลค่า 3.8 แสนบาท
กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น5%ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า1,559.25ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย6ประเภท มูลค่า 1,543.50 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 15.75 ล้านบาท
“จากตัวเลขของสินไหมทดแทน จะเห็นได้ว่ามีมูลค่าสูงมาก หากมีเกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้จำนวน 25 ล้านไร่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ จะช่วยลดผลกระทบด้านรายได้ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจะช่วยให้ไม่เกิดผลกระทบต่อการหดตัวของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)มากนัก ซึ่งควรผลักดันให้เป็นมาตรการหลักอย่างยั่งยืน"



