
อภิสิทธิ์แจงสถานการณ์การเมืองกับทูตสหรัฐ
นายกฯแจงสถานการณ์การเมืองทูตสหรัฐ ไม่วิตกม็อบเสื้อแดงเชื่อเป็นไปอย่างสันติภายใต้การดูแลของรัฐบาล
(18ก.ย.) เว็บไซต์ www.thaigov.go.th รายงานว่าเมื่อเวลา 13.30 น.นาย Eric G. John เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือเกี่ยวกับการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64 ที่นครนิวยอร์กและการประชุม G-20 ที่นครพิตสเบิร์ก สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทราบถึงกำหนดการเดินทางในเบื้องต้น ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ภารกิจหลัก คือ การเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 64 การประชุม Pittsburgh G-20 ที่นครพิตสเบิร์กและภารกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นสู่ประเทศไทย ผ่านนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ นักธุรกิจและผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน รวมทั้งสื่อมวลชนในสหรัฐฯ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพื่อสร้างความมั่นใจทางการเมืองของไทยและการปรับตัวของสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่
ระหว่างการสนทนา เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้สอบถามเกี่ยวกับประเด็นที่นายกรัฐมนตรีจะหยิบยกขึ้นกล่าวระหว่างการประชุม Pittsburgh G-20 รวมทั้งในการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีในเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติด้วย พร้อมกับได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบถึงประเด็นที่นักธุรกิจและประชาชนสหรัฐฯให้ความสนใจเกี่ยวกับประเทศไทย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องระบบการจัดเก็บภาษีของไทย ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้แจ้งให้เอกอัครราชทูตทราบถึง พัฒนาการทางการเมืองและพัฒนาการในการแก้ไขรัฐธรรรมนูญด้วย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งถึงการจัดการกับปัญหางบประมาณที่ล่าช้าสำหรับการส่งทหารไทยไปปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟู ( UNAMID) แล้ว พร้อมกับ ได้แสดงความกังวลว่า รายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กนั้นได้สร้างภาพลักษณ์ภาพลบในประเทศไทยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเอกอัครราชทูตฯรับที่จะช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับทางสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ไม่มีความวิตกกังวลกับสถานการณ์ภายในประเทศของไทย และเชื่อว่า การชุมนุมในวันเสาร์นี้จะเป็นไปด้วยความสันติภายใต้การดูแลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีสหรัฐฯ-ไทย จะพัฒนาและมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางกลับจากสหรัฐฯ



