
“มาร์ค”ชี้คำตัดสินสลายม๊อบ 51 ไม่เป็นบรรทัดฐาน
“มาร์ค”ชี้คำตัดสินสลายม๊อบ 51 ไม่เป็นบรรทัดฐาน ระบุการชุมนุมแต่ละครั้งมีความจริงไม่เหมือนกัน ใช้เทียบกันไม่ได้ เรื่องปกติไม่พอใจคำพิพากษาแต่ต้องเคารพ
3 ส.ค.60 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาคดีอาญานักการเมือง ยกฟ้อง กรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นบรรทัดฐานต่อคดีสลายการชุมนุมปี 53 หรือไม่ว่า การชุมนุมแต่ละครั้งก็มีข้อเท็จจริงที่อาจไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมีคำพิพากษาออกมาก็เป็นธรรมดาที่มีคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ทุกคนต้องให้วามเคารพกระบวนการยุติธรรม ถ้าทางโจทก์เขาอุทธรณ์ ก็ต้องไปรอดูอีกว่าจะมีผลอย่างไร จะไปเปรียบแต่ละการชุมนุมด้วยกันไม่ได้ ต้องดูข้อเท็จจริง และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐประกอบด้วย ซึ่งในปี 2553 สิ่งที่ชัดคือว่าทางรัฐบาลขณะนั้นได้ ยื่อเรื่องต่อศาล โดยศายวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ทางผู้ชุมนุมยังได้ใช้อาวุธต่อเข้าหน้าที่ในวันที่ 10 เม.ย. 53 อีกทั้งมาตรการที่ใช้กับผู้ชุมนุม ก็มีการประกาศเป็นพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นการจะนำส่วนใดของคำพิพากษาไปเทียบเคียงกับกรณีอื่น ๆ ก็ต้องดูว่ามีข้อเท็จจริงตรงกันหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง จะตัดสินคดีจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค. นี้ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามปกระบวนการยุติธรรม ขอให้ทุกคนเคารพการตัดสินของศาล อย่างคำตัดสินเมื่อวาน (2 ส.ค.) ในคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ก็มีทั้งฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจ ซึ่งคาดว่าวันที่ 25 ส.ค. ก็จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แต่ศาลต้องตัดสินบนพื้นฐานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ใครเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ต้องใช้สิทธิตามกฎหมายต่อไป อย่าเอาเรื่องของการเมือง มวลชน ความรุนแรงมาเกี่ยวข้องจะดีที่สุด
ส่วนมองการเมืองหลังวันที่ 25 ส.ค. อย่างไรบ้าง ตนว่าเราก็ต้องช่วยกันทำให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเมื่อมีการกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเป็นหน้าที่ศาลในการวินิจฉัย และเมื่อศาลตัดสินแล้วก็ต้องเคารพในคำพิพากษา สังคมต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่จมอยู่กับความขัดแย้ง หรือถ้าใครไม่พอใจอะไรก็ขัดแย้งแบบไม่จบกัน ตนก็เห็นใจคนที่ผิดหวังในคำตัดสินเมื่อวาน แต่เขาก็เคารพในหลักของกฎหมาย หาช่องทางอุทธรณ์ต่อไป
ย้ำปฏิรูปปชช.ต้องมีส่วนร่วม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐเตรียมตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน โดยได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเสนอชื่อคณะกรรมการได้ว่า สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือทำอย่างไรให้มีการรับฟังความคิดของประชาชนให้กว้างขวางที่สุด ซึ่งตนเป็นห่วงว่าการปฏิรูปครั้งนี้ ประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง และเพียงพอหรือไม่ เพราะฝ่ายการเมืองเราก็มีโอกาสทำงานหน้าที่ฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ในวันข้างหน้าอยู่แล้ว
ทั้งนี้งานปฏิรูปจะสำเร็จได้ยากถ้าประชาชนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ บางเรื่องทำเสร็จในเวลาสั้นไม่ได้ บางเรื่องก็ต้องเจอผู้เสียผลประโยชน์คัดค้าน ดังนั้นต้องอาศัยความเห็นร่วมของสังคมในการขับเคลื่อน เช่นเดียวกับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีความพยายามเขียนล่วงหน้าไปถึง 20 ปี ส่วนตัวมองว่ายุคสมัยนี้เขาไม่ทำกับแบบนี้ การเขียนอะไรที่ผูกมัด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือความต้องการของประชาชน ก็จะกลายเป็นปัญหาขึ้นได้ ตนถึงอยากเน้นเรื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ใน 2 ปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่าสปท.ไม่มีอำนาจ มีเพียงหน้าที่รวบรวมข้อมูลแล้วก็ส่งข้อเสนอแนะ ส่วนสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำมาจะเป็นผลหรือไม่ ก็อยู่ที่รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะนำไปสานต่อหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ตนเสียดายก็คือ สปท. ทำงานปฏิรูปแยกส่วนเป็นเรื่องๆ ไม่ได้มีแนวคิดหลักว่าจะปฏิรูปบนหลักอะไร เช่นถ้าวางหลักไว้ว่าลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน การปฏิรูปก็จะชัดเจน แต่ก็ถือว่าตอนนี้เขาทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว ก็เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจต่อไป
แนะถ้าอยากจัดไพรมารีโหวตให้ รบ. - กกต. อำนวยความสะดวก ปชช.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้กำหนดโทษให้หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบ หากมีความผิดในการเลือกตั้งแบบไพรมารี่โหวตว่า เรื่องนี้ต้องแบ่งเป็นสองส่วน อย่างแรกใครทุจริตในการแข่งขัน คนนั้นก็ต้องรับผิด อีกกรณีก็คือถ้าพรรคไม่ดำเนินการตามกฎหมายระบุ การลงโทษหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง
ต่อข้อถามที่ว่าเห็นด้วยกับหลักการนี้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เมื่อจะดำเนินการแล้ว ก็ต้องมีบทบังคับทางกฎหมาย ใครทุจริตก็ต้องได้รับโทษ แต่ตนเสียดายว่า ขณะนี้เรื่องที่ใหญ่กว่าเยอะก็คือว่า ถ้าเราอยากทำกา รเลือกตั้งแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม การจะระบุให้พรรคการเมืองไปจัดการประชุม โดยมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 50 คนนั้น ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ หรือทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางอย่างแท้จริง หรืออย่างที่มีการกำหนดไว้ว่างจะมีจุดให้ลงคะแนนจุดเดียวในแต่ละจังหวัด ลองนึกภาพว่าจะมีกี่คนที่ไป พอมีคนไปน้อยก็มีความเสี่ยงเรืองการจัดตั้ง ถ้าอยากจะทำจริง ๆ ทำไมไม่ให้รัฐหรือกกต. เป็นผู้จัดและอำนวยความสะดวกให้ใช้สิทธิได้ อย่างนี้จะถือว่าเป็นการปฏิรูปจริง ๆ ถ้ามีการจำกัดเช่นนี้ หลายๆพรรคการเมืองก็อาจจะทำแค่ให้ถูกกฎหมาย แต่ไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงอะไร



