ข่าว

กกต.รอกม.ประชามติรับแก้ไขรธน.

กกต.รอกม.ประชามติรับแก้ไขรธน.

18 ก.ย. 2552

กกต.รอกม.ประชามติไม่มั่นใจนายกฯจะใช้แบบมีผลผูกพันหรือไม่

(18ก.ย.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติยังอยู่ในชั้นกรรมาธิการร่วมของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งหากรัฐบาลต้องการจะทำจริงก็ต้องรอให้กฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพราะแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะระบุให้อำนาจ กกต. ในการจัดออกเสียงประชามติ แต่ขั้นตอนการจัดการและรายละเอียดก็จำเป็นต้องมีพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้เสียก่อน

 นายสุทธิพล กล่าวอีกว่า การออกเสียงประชามติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะออกมานั้น มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ในหลายประเด็น โดยเฉพาะ เรื่องผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 40 แม้จะระบุให้มีการทำประชามติ แต่ก็ไม่มีผลผูกพัน ทำให้รัฐบาลจะทำตามหรือไม่ก็ได้ แต่ฉบับปัจจุบัน การออกเสียประชามติ จะมี 2 ลักษณะคือ 1 . เป็นกรณีให้มีข้อยุติ ซึ่งมีผลผูกพันให้รัฐบาลต้องทำตาม ในกรณีนี้จำเป็นต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งและใช้เสียงข้างมาก และ แบบที่ 2 คือแบบให้คำปรึกษาแก่ ครม. จะใช้เสียงข้างมาก แต่ไม่ได้กำหนดจำนวนผู้มาใช้สิทธิ

 สำหรับงบประมาณในการจัดทำประชามติ นายสุทธิพล กล่าวว่า เมื่อครั้งทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 มีการใช้งบฯทั้งสิ้น 2 พันล้าน โดยแบ่งเป็นงบของ กกต.ในการจัดการและรณรงค์เผยแพร่ให้ออกมาใช้สิทธิ 1,500 ล้านบาท และเป็นสำหรับส.ส.ร.ในการรณรงค์ทำความเข้าใจ อีก 500 ล้านบาท

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการทำประชามติถึง 6 ประเด็นในคราวเดียว จะเป็นเรื่องยุ่งยากหรือไม่ นายสุทธิพลกล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นเรื่องยุ่งยากหรือไม่ แต่งานที่ยากคือการทำความเข้าใจกับประชาชน อย่างไรก็ตามต่างประเทศ ก็เคยมีการทำประชามติครั้งเดียวหลายประเด็นเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้ออกแบบคำถาม

 นายสุทธิพล กล่าวถึงขั้นตอนในการทำประชามติ ว่า นายกฯจะหารือประธาน ส.ส.และ ส.ว. ว่าจะทำในประเด็นใดบ้าง แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่านายกฯ จะกำหนดรูปแบบการประชามติครั้งนี้เป็นแบบใดระหว่างแบบมีข้อยุติ ซึ่งมีผลผูกพัน หรือจะกำหนดรูปแบบให้คำปรึกษาครม. ซึ่งไมมีสภาพบังคับ