
ธานีหลบหน้าอภิสิทธิ์ถกปลัดกระทรวง
นายกฯเรียกประชุมปลัดกระทรวงก่อนเยือนอเมริกา ธานี หายจ้อย กิตติพงษ์ โผล่ร่วมงานด้วยหลังจากกลับจากต่างประเทศ แถมเปิดใจตอบทุกที่สังคมติดใจ พร้อมปัดถูกเงื่อนไขพิเศษบีบ อ้างปัญหาเกิดขึ้นเพราะเคนดิเนตหลายคนสูสีมีภูมิพอกัน แถมแจงเหตุที่ไปต่างประเทศเฝ้าอง
(18ก.ย.) เมื่อเวลา 11.40 น. ที่ตึกสันติไมตรี หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง โดยมีบรรดาปลัดกระทรวงทุกกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการระดับ 11 เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยก่อนเริ่มประชุม บรรดาปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการได้เข้าไปพักรอยังห้องรับรองและพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เนื่องจากในเดือนตุลาคม 2552 นี้ จะมีข้าราชการระดับ 11 เกษียณอายุราชการนับ 10 ราย ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากที่สุด กลับเป็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)โดยตำแหน่ง อาทิ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. และนายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา
นายกิตติพงษ์ เดินทางมาร่วมประชุมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตามปกติ และเข้าจับกลุ่มพูดคุยกับเพื่อนข้าราชการ อาทิ นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการก.พ.ร. นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการก.พ.
ทั้งนี้เมื่อนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึง ได้เข้าทักทายบรรดาปลัดกระทรวงและร่วมถ่ายภาพกับปลัดกระทรวงที่จะเกษียณอายุราชการอย่างเป็นกันเอง รวมถึงพูดคุยกับนายอดุลย์ กอวัฒนา ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติอยู่พักใหญ่
อย่างไรก็ตาม สำหรับพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการ ผบ.ตร. ได้แจ้งล่วงหน้ากับฝ่ายจัดประชุม ว่าไม่สามารถเดินทางมาร่วมประชุมได้จึงไม่มีการจัดที่ไว้ให้ ส่วนนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาช้าเล็กน้อยเป็นคนสุดท้าย ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่า นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว และเห็นนายกฯตามหาตัวอยู่ นายวิชัยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนกล่าวว่า “ครับๆๆ” ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการใช้เวลาประชุมและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันประมาณ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ นายกฯยังมอบของที่ระลึกให้ผู้ที่จะเกษียณอายุราชการอีกด้วย
จากนั้นนายกิตติพงษ์ ในฐานะกรรมการ ก.ต.ช. ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ถึงปัญหาการโหวตเลือกผบ.ตร.คนใหม่ ว่า กรณีของตนเป็นการเดินทางไปต่างประเทศตามปกติ เพื่อผลักดันข้อเสนอของประเทศไทย เพื่อร่างข้อกำหนดสหประชาชาติเรื่องผู้ต้องขังหญิง ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ก็ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน จึงได้เดินทางไปที่สหประชาชาติที่ประเทศเคนยา ต่อด้วยนครเจนิวา สวิสเซอร์แลนด์ และเดินทางกลับยประเทศไทยตามกำหนดเวลาเดิมคือเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีใครมาล๊อบบี้เกี่ยวกับแนวทางการโหวต นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า “ไม่มีครับ เป็นการเดินทางกลับตามปกติตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ก็ยังแปลกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น” เมื่อถามว่า ที่นายกฯระบุว่าการโหวตของกรรมการก.ต.ช.ยังขาดความเป็นเอกภาพ ในฐานะเป็นกรรมการก.ต.ช.มองว่ามีสาเหตุมาจากอะไร นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมก.ต.ช.ครั้งล่าสุด ไม่ทราบข้อมูล เพราะเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า จุดยืนเรื่องการโหวตยังเหมือนที่เคยโหวตไปครั้งแรกหรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า “ผมก็คงต้อง....(เปลี่ยนคำพูดทันที) หน้าที่ของ ก.ต.ช.ก็คือพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่ท่านนายกฯเป็นผู้เสนอ แล้วให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ก็คงต้องดูข้อมูลที่ท่านนายกฯได้ให้กับ ก.ต.ช. แล้วพิจารณาตัดสินใจในสิ่งที่เสนอ”
เมื่อถามว่า หากนายกฯเห็นชอบชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติเป็นผบ.ตร. แล้วจะเห็นด้วยหรือไม่ นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า “อันนั้นต้องดูข้อมูลความเหมาะสมของผู้ที่นายกฯเสนอในช่วงเวลานั้น ว่ามีข้อมูลที่เหมาะสมที่ควรต้องเลื่อนอีกหรือไม่ ” เมื่อถามว่า แสดงว่าตอนนี้ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า “ครับ คงต้องฟังข้อมูล เพราะว่าก.ต.ช.เองไม่สามารถจะเลือกใครเป็นผบ.ตร.ได้ เรามีหน้าที่ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกฯก็ให้ข้อมูลที่เหมาะสมที่จะทำให้ก.ต.ช.เห็นด้วย ซึ่งคราวที่แล้วผมเห็นจากข้อมูลว่ามีความเหมาะสม ก็เห็นชอบตามที่ท่านนายกฯเสนอ”
เมื่อถามว่า ส่วนตัวมีความหนักใจกับแรงบีบรัดเรื่องการโหวตผบ.ตร.มากน้อยเพียงใด นายกิตติพงษ์กล่าวว่า ไม่หนักใจ เราก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศ ตนเชื่อว่าทุกคนก็พยายามให้มีผู้ที่เหมาะสมที่สุดมาเป็นผบ.ตร.
เมื่อถามต่อว่า การที่ยังไม่ได้ข้อยุติผบ.ตร.คนใหม่ ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ตีความไปต่างๆนาๆ รู้สึกเป็นห่วงหรือไม่สบายใจหรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายกฯค่อยข้างมีความเป็นห่วง ตนอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่าด้วยความที่มีการตีความไปต่างๆนาๆ ซึ่งบางครั้งด้วยความที่มีคนที่เป็นคู่แข่งขันหลายคน ก็อาจจะทำให้ดูมีปัญหา แต่เชื่อว่านายกฯและกต.ช.คงต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้ความลงตัวทุกฝ่ายและได้ผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผบ.ตร. เมื่อถามว่า จุดยืนส่วนตัวในการโหวตจะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักหรือจะคำนึงถึงจุดใด นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า “ถูกต้องครับ คำนึงว่าผู้ที่สามารถจะเป็นผบ.ตร.ได้เหมาะสมที่สุด และสามารถทำให้ประเทศชาติในช่วงที่มีปัญหาสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงนี้ไปให้ดีที่สุด ”
เมื่อถามถึงกระแสข่าวนัดประชุมกต.ช.ในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะได้ตัวผบ.ตร.แน่นอนหรือไม่ นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของกต.ช.คือดูถึงความเหมาะสมของผู้ที่นายกฯเสนอ ส่วนเรื่องภาพรวมจะเป็นอย่างไรนั้น นายกฯเองก็ต้องดูความเหมาะสมในการเสนอในช่วงเวลาต่างๆด้วย เราก็ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ถึงชื่อที่นายกฯเสนอมาเท่านั้น เมื่อถามว่า แรงบีบที่มีต่อข้าราชการประจำ จะมีผลต่อการพิจารณษโหวตหรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า “ ไม่มีนะครับ เรียนข้อเท็จจริงว่าผมไม่ได้คุยกับท่านนายกฯเลยในช่วงที่อยู่ต่างประเทศ ด้วยความที่ภารกิจของประเทศไทยที่ต้องผลักดันข้อเสนอเรื่องมาตรฐานของผู้ต้องขังหญิงซึ่งเป็นพระราชดำริของพระเจ้าหลานเธอฯนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อยู่ต่างประเทศก็ต้องพยายามล๊อบบี้ผู้แทนภูมิภาคอัฟริกาที่เคนยา รวมถึงการประชุมกรรมการสิทธิมนุษยชนที่นครเจนีวา ซึ่งหน้าที่ของประเทศไทยและกระทรวงยุติธรรมก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ก็ไม่ได้มีเวลาที่จะได้คุยกับนายกฯเลยในช่วงที่อยู่ต่างประเทศ แล้วการวางแผนการเดินทางก็เป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน ไปตามกำหนดทั้งวันไปและวันกลับ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ ”
เมื่อถามว่า มองคุณสมบัติระหว่างพล.ต.อ.ปทีป และพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย คู่แข่งอย่างไร นายกิตติพงษ์กล่าวว่า ทั้งสองท่านก็มีความเหมาะสมทั้งคู่ คือเป็นผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ มีอาวุโส มีประสบการณ์ในการทำงานด้านตำรวจมานาน มีชื่อเสียงเกียติคุณที่เหมาะสมทั้งคู่ คงขึ้นกับนายกฯที่จะดูความเหมาะสมของแต่ละท่าน รวมทั้งท่านอื่นๆด้วยที่จะเสนอให้ก.ต.ช.พิจารณา ซึ่งการพิจารณาของก.ต.ช.คงต้องดูด้วยความรอบคอบถึงเหตุผลที่นายกฯเสนอแล้วมีเสียงไปตามนั้น
เมื่อถามว่า จะเอาเหตุผลของนายกฯเป็นหลักในการตัดสินใจใช่หรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า แน่นอน กฎหมายก.ต.ช.กำหนดให้นายกฯเป็นคนเสนอรายชื่อพล.ต.อ.ที่มีความเหมาะสมให้ก.ต.ช.ให้ความเห็นชอบ ดังนั้นหน้าที่ของก.ต.ช.คือให้ความเห็นชอบในผู้ที่นายกฯเสนอมา ไม่ได้มีหน้าที่ในการไปเสนอคนอื่น เมื่อถามว่า แสดงว่าชื่อที่นายกฯเสนอ น่าจะกลั่นกรองมาแล้ว ก.ต.ช.ส่วนใหญ่น่าจะเห็นตามนั้น นายกิตติพงษ์กล่าวว่า คือโดยกระบวนการนายกฯต้องกลั่นกรองมาแล้ว กรรมการก.ต.ช.ก็ต้องฟังเหตุผลที่นายกฯชี้แจงว่ากลั่นกรองผู้ที่เหมาะสมคือใครอย่างไร ซึ่งตนได้ประชุมในครั้งแรก จากนั้นก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้อีก จึงไม่ทราบว่าในครั้งต่อๆไป นายกฯจะเสนอคนเดิมหรือคนใหม่อย่างไร เป็นเรื่องที่นายกฯมีดำริและก.ต.ช.พิจารณาไปตามระเบียบเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า หากนายกฯเสนอให้ตั้งรักษาการไปก่อนโดยไม่ต้องมีการโหวตได้หรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า กรณีที่ยังไม่ได้ผู้มาเป็นผบ.ตร.ก็คงต้องดูกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไปตามปกติ ซึ่งคงต้องมีรักษาการไป แต่เชื่อว่าคงต้องให้ได้ผบ.ตร.โดยเร็วที่สุด เมื่อถามว่า สังคมพูดกันมากว่าที่ก.ต.ช.ไม่สามารถโหวตกันลงตัวได้ เพราะมีเงื่อนไขพิเศษเกิดขึ้น ในฐานะกรรมการก.ต.ช.สัมผัสเงื่อนไขพิเศษได้บ้างหรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า “ ไม่ๆๆ ไม่มีครับ ผมว่าเป็นช่วงที่เราต้องเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุด และด้วยความที่มีผู้ที่เหมาะสมมากกว่า 1 คน ก็เป็นธรรมดาที่อาจจะต้องมีการคัดให้เหมาะสม ”
เมื่อถามว่า มีการมองว่าที่นายกฯเรียกประชุมก.ต.ช.เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการฉวยโอกาสที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศไม่อยู่ เพื่อรวบรัดโหวตตามที่นายกฯต้องการ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า ต้องไปถามผู้เกี่ยวข้อง ตนก็ทำหน้าที่ของตน แต่ที่จริงนายกฯเองก็มีกำหนดการต้องไปต่างประเทศเป็นช่วงยาวอยู่ด้วย นายกฯจึงพิจารณาว่าจะเลือกก่อนหรือหลังการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งต้องถามนายกฯ เมื่อถามว่า แต่จุดยืนเรื่องการโหวตของปลัดกระทรวงการต่างประเทศถูกมองว่าเปลี่ยนไปจากเดิม หลังเดินทางไปต่างประเทศ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า เป็นเพียงข่าวเท่านั้น ตนเรียนตามตรงว่า คงต้องพิจารณาผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมาในแต่ละครั้งและฟังเหตุผลนายกฯ ซึ่งหลังกลับจากต่างประเทศ ตนก็ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างให้สัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งกำลังคุยกับกลุ่มปลัดกระทรวง ได้เหลือบมามองนายกิตติพงษ์ให้สัมภาษณ์เล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านไป โดยทั้งสองยังไม่มีโอกาสคุยกันแบบตัวต่อตัว



