ข่าว

ล้างบางขบวนการนำเข้ารถเลี่ยงภาษี

ล้างบางขบวนการนำเข้ารถเลี่ยงภาษี

01 ส.ค. 2560

จ่อหมายเรียก 5 กลุ่มนำเข้ามาเซราติ-ลัมโบร์กินีสำแดงเท็จเลี่ยงภาษีพันล้าน ดีเอสไอยันตรวจครบทั้ง 400. ราย ย้ำเอาผิดผู้ประกอบการผู้ซื้ออย่าหลงเชื่อแอบอ้างเคลียร์

        1 ส.ค. 60. พ.ต.อ.ไพสิฐ  วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยพ.ต.ท.กรวัชร์  ปานประภากร  รองอธิบดีดีเอสไอ  นายชัยยุทธ  คำคูณ  รองอธิบดีกรมศุลกากร  และนายกีรติ  รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ  แถลงผลการปราบปรามการนำเข้ารถยนต์หรูเลี่ยงภาษี 
         พ.ต.อ.ไพสิฐ  กล่าวว่า  ขณะนี้กรมศุลกากรได้ประเมินภาษีส่วนที่ขาดของรถยนต์หรูล็อต 2 จำนวน 91 คัน พบภาษีอากรขาด 1,165 ล้านบาท รวมการตรวจสอบรถยนต์ 2 ล็อต 124 คัน เป็นมูลค่าภาษีที่ขาดไป 1,838 ล้านบาท ในส่วนของผู้ซื้อที่ครอบครองรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ที่นำรถเข้ามาให้ดีเอสไอตรวจสภาพ 59 คัน ดีเอสไอได้ส่งคืนรถให้กลับดูแลรักษาโดยไม่เรียกเงินประกันและไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น  มีเพียงให้ทำสัญญาประกัน เพื่อรับรองว่าพร้อมจะนำรถเข้ามาให้ดีเอสไอตรวจสอบได้ตลอดเวลา  

          ยืนยันว่าดีเอสไอเน้นดำเนินคดีกับผู้ประกอบการนำเข้า หากผู้ซื้อหรือผู้ครอบครองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าจะถือเป็นผู้เสียหาย หลังจากนี้ดีเอสไอจะมีหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อนัดนำรถเข้าตรวจสภาพ ไม่มีรูปแบบการเดินไปเคาะประตูบ้านแน่นอน  ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกลุ่มคนที่แอบอ้างว่าสามารถเคลียร์คดีให้ได้ เพราะคดีดังกล่าวดำเนินการตามพยานหลักฐานและร่วมกันตรวจสอบหลายหน่วยงาน  

         โดยจุดเริ่มต้นการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมาจากป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ศุลกากรบางกลุ่มว่ามีส่วนรู้เห็นกับการสำแดงนำเข้าราคาเป็นเท็จ จนนำไปสู่การขอเอกสารหลักฐานราคารถยนต์จากประเทศต้นทางซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างประเทศ 

         นายชัยยุทธ  กล่าวว่า  สำหรับรถยนต์ล็อตที่ 2 ดีเอสไอ ส่งให้ประเมินภาษีรวม 302 คัน  ได้ทยอยประเมินเสร็จสิ้นแล้ว 91 คัน  มี 19 คันอยู่ระหว่างการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ส่วนอีก 200 คันกำลังเร่งประเมินภาษีให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ขั้นตอนการประเมินจะยึดหลักฐานในราคาจากดีเอสไอนำไปเปรียบเทียบกับใบขนสินค้าและใบอินวอยซ์ที่ผู้นำเข้านำมาแสดงเพื่อผ่านพิธีศุลกากร ซึ่งพบว่าราคาสำแดงทุกคันต่ำกว่าราคาจริง จึงต้องประเมินภาษีที่ขาดจากราคาที่แท้จริง  

          ในส่วนของล็อตแรกได้แจ้งให้ผู้นำเข้า 3 บริษัท  เข้ามาชี้แจงเพื่อให้โอกาสโต้แย้งหากไม่สามารถชี้แจงได้จะเรียกให้นำเงินมาชำระภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับโดยกรมศุลกากรสามารถเรียกค่าปรับได้สูงสุด 4 เท่าของราคาที่แท้จริง  สำหรับการสอบสวนเอาผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่รับราคา จะต้องรอขั้นตอนการสอบสวนคดีอาญามาประกอบด้วย  

           อย่างไรก็ตาม  ขอชี้แจงกรณีคำสั่งที่ 317 ว่าไม่ใช่การกำหนดราคาของกรมศุลกากร  แต่เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องสำแดงราคานำเข้าที่แท้จริง ซื้อมาเท่าไหร่ต้องสำแดงเท่านั้น เพื่อใช้เป็นฐานพิจารณาภาษี ที่ผ่านมาผู้นำเข้าอาจคิดว่าศุลกากรไม่รู้ราคาที่แท้จริง แต่ปัจจุบันมีช่องทางความร่วมมือที่ทำให้ได้ราคาที่แท้จริงของรถยนต์ ดังนั้นจึงขอเตือนไปยังผู้นำเข้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทใด ให้สำแดงราคาที่แท้จริง ป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับผู้นำเข้าได้ในภายหลัง

           นายกีรติ  กล่าวว่า  ปกติจะมีการนำเข้ารถยนต์เก่าหรือรถยนต์ใช้แล้ว ตามที่ให้สิทธิกับนักเรียนไทยหรือคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศที่อาจผูกพันกับรถยนต์ที่ใช้งานระหว่างอยู่ต่างประเทศให้สามารถนำรถกลับมาใช้ในประเทศได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องอยู่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 1 ปีครึ่งและต้องมีใบขับขี่ในต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ใช้งานจริง โดยขั้นตอนนำเข้าจะพิจารณาจากเอกสารเนื่องจากกรอบการอนุญาตต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 25 วัน  ในขั้นตอนดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะไม่เห็นรถที่ขอนำเข้า ซึ่งเอกสารที่มายื่นขออนุญาตพบว่าเป็นเอกสารถูกต้อง  แต่มีข้อสังเกตเมื่อปี 2559 ซึ่งพบว่ามีการนำเข้ารถจำนวนมากจากประเทศญี่ปุ่น  จึงได้สุ่มตรวจสอบพบรถยนต์ 20 คัน มีเอกสารถูกต้องเพียง 2 คัน  จึงได้ขอความร่วมมือกรมการขนส่ง ประเทศญี่ปุ่นตรวจสอบพบว่าเป็นใบขับขี่ปลอม  ทะเบียนรถปลอม  กรมการค้าต่างประเทศ จึงได้หารือกับดีเอสไอเพื่อตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ 2550 เกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์ของนักเรียนไทยในต่างประเทศซึ่งพบว่ามีกว่า 800 คัน   นอกจากนี้จะทบทวนกฎระเบียบการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงภาษี

           พ.ต.อ.ไพสิฐ  กล่าวว่า ในส่วนของการนำเข้ารถยนต์ใช้ของนักเรียนไทยในต่างประเทศพบเบาะแสการโอนเงินล่วงหน้าให้นักเรียนไทยเพื่อเป็นค่าจ้างซื้อรถ โดยให้เซ็นใบมอบอำนาจขายรถยนต์ไว้ก่อน และพบว่ามีนักเรียนไทยประมาณ 20 คน มอบอำนาจให้ทนายเพียงคนเดียวขออนุญาตนำเข้ารถใช้แล้วทั้งหมด ดีเอสไอขอเวลาสักระยะในการตรวจสอบเพื่อหาความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่นำเข้ารถยนต์ในรูปแบบต่าง ๆ เพราะเชื่อว่ามีขบวนการนำรถซุปเปอร์คาร์มาสอดแทรกในบัญชีนำเข้ารถยนต์ของนักเรียนไทยในต่างประเทศ    

          ทั้งนี้ขอชี้แจงว่าการสอบสวนคดีนำเข้ารถหรูไม่มีเจตนากลั่นแกล้งใคร แต่ต้องการเรียกคืนภาษีที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วนกลับมาพัฒนาประเทศ คนที่มีเงินซื้อซุปเปอร์คาร์ เชื่อว่าทุกคนอยากจ่ายภาษี เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีการหลบเลี่ยงขั้นตอนนำเข้า ซึ่งดีเอสไอจะดำเนินการกับผู้นำเข้าทุกราย  เบื้องต้นลอตแรก 32 คัน มาจากการบริษัทนำเข้า 3  ราย และลอต 2 จำนวน 91 คัน มีผู้นำเข้า 5 ราย  โดยกลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันทำหลายบริษัท ทั้งนำเข้า  นำรถออกจากด่านศุลกากร และจัดจำหน่าย  ความเชื่อมโยงทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องปรากฎตามพยานเอกสาร โดยบริษัทผู้เกี่ยวข้องทุกรายจะถูกเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอย่างครบถ้วนทุกราย ไม่สามารถละเว้นดำเนินการกับรายหนึ่งรายใดได้

            "สำหรับรถที่โจรกรรมจากประเทศอังกฤษ ดีเอสไอได้รับหนังสือยืนยันจากประเทศอังกฤษแล้วว่า รถยนต์ตามหมายเลขตัวถังและเครื่องยนต์ที่สูญหายจากประเทศอังกฤษถูกส่งมาขายในประเทศไทย  ในส่วนการดำเนินคดียังต้องรอการหารือในประเด็นข้อกฎหมายเนื่องจากเป็นการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร  ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะต้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมในประเทศไทย หรือส่งไปดำเนินคดีที่ประเทศ งกฤษ"พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

           พ.ต.ท.กรวัชร์  กล่าวว่า  สำหรับรถยนต์ล็อต 2 เป็นรถยนต์ที่ซื้อจากประเทศอิตาลีทั้งหมด แบ่งเป็นมาเซราติ  45 คัน ลัมโบร์กินี  46 คัน ในแต่ละคันสำแดงราคาต่ำตั้งแต่ 26-36 ล้านบาท  ทำให้ภาษีขาดไปจำนวนมากถึง 1,100 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังมีรถที่อยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบเพื่อส่งให้ประเมินภาษีอีกจำนวนมาก   ขณะนี้ดีเอสไอรอการประเมินภาษีจากกรมศุลกากรอีกหนึ่งกลุ่มที่เหลือคือ 200 คัน  และกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานส่งไปให้ศุลกากรประเมินภาษีอีก 1 ชุด  สำหรับการนำเข้ารถยนต์โดยนักเรียนไทย 815 คัน กรมการค้าต่างประเทศส่งข้อมูลให้ตรวจสอบแล้ว 794 คัน เบื้องต้นไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันจะนำเข้าผิดทั้งหมด  แต่พบการใช้เอกสารปลอมนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นและพบขบวนการนำเข้ารถยนต์เก่าคลาสสิคอีกจำนวนหนึ่ง ระหว่างการดำเนินคดีและเรียกผู้นำเข้าแจ้งข้อกล่าวหาดีเอสไอจะไม่ขอระบุชื่อผู้นำเข้าเพราะถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดี ดังนั้นการดำเนินคดีจะไม่เน้นที่ผู้ครอบครองแต่เน้นการตรวจสอบตามเอกสารรถยนต์ที่นำมาสำแดงการนำเข้า ทั้งนี้จากข้อมูลการตรวจสอบรถยนต์ทั้งหมดพบมีผู้นำเข้ารถมากถึง 400 ราย

           สำหรับข้อมูลการนำเข้ารถของนักเรียนไทยและคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศส่งให้ดีเอสไอตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2550 รวม 794 คัน พบว่า นำเข้าจากสหรัฐฯ 134 คัน  อังกฤษ 421 คัน ญี่ปุ่น 80 คัน ออสเตรเลีย 53 คัน นิวซีแลนด์ 17 คัน สิงคโปร์ 12 คัน  และประเทศอื่น ๆ   โดยยี่ห้อรถยนต์ที่นิยมนำเข้าสูงสุดคือ เบนซ์ 188 คัน  ปอร์เช่ 180 คัน บีเอ็ม ดับเบิลยู 48 คัน โรเวอร์มินิ 35 คัน เบนลี 25 คัน เฟอร์รารี่ 23 คัน มินิคูเปอร์ 19 คัน โรลสอยด์ 18 คัน โฟคสวาเกน 15 คัน จากัวร์ 11 คัน