ชงขยายเกณฑ์ สินเชื่อ5พันล.ช่วยรง.น้ำท่วม
ชงขยายเกณฑ์ สินเชื่อ5พันล.ช่วยรง.น้ำท่วม
นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมจากน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) ว่า จากการประเมินความเสียหายเบื้องต้น โรงงานอุตสาหกรรมในจ.สกลนคร ซึ่งมีทั้งสิ้น 609 โรงงาน ได้รับความเสียหายประมาณ 100 โรงงาน คิดเป็น 16.42% โรงงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นโรงงานหีบน้ำมันปาล์ม โรงสีข้าว โรงงานผลิตยางเครป โรงงานผลิตเสื้อผ้า โรงกลึง โรงงานซ่อมและเคาะพ่นสี
“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับความเสียหายเฉลี่ยรายละประมาณ 1 แสนบาท รายใหญ่ประมาณรายละ 5 แสนบาท ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นโรงงานทอผ้า ที่ย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบการผลิตไม่ทัน ”
ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การขยายสินเชื่ออุทกภัยภาคใต้ ที่มีวงเงินเหลืออยู่ 2,000 ล้านบาท จากวงเงินโครงการทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท โดยจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (1ส.ค.)พิจารณาเห็นชอบให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน และครอบคลุมพื้นที่อื่นทั่วประเทศ รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี
นอกจากนี้ ได้ให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อโครงการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ที่ได้รับผลกระทบ 17 ราย เป็นเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นให้คิดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1% ไม่เกิน 1 ปี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้ ให้มีเงินทุนหมุนเวียน สำหรับพัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการการผลิต รวมทั้งได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมตรวจควบคุมคุณภาพ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมติดตามทั้งร้านจำหน่ายและผู้ทำแก่โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่าขณะนี้ค่อนข้างเร็วที่จะประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะ ยังไม่มีข้อมูลว่าปัญหาน้ำท่วมในจ.สกลนครกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมไหนบ้าง และยังไม่ทราบว่าน้ำท่วมนานแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งล่าสุด ผลกระทบน่าจะมีมากกว่า ธปท.ก็จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าธนาคารได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ Home for Cash ที่ประสบภัยครั้งนี้ จะไม่คิดดอกเบี้ยและปลอดชำระเงินต้น เป็นเวลา 3 เดือน รวมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนที่ 4-12 ลง 0.25% ต่อปี
สำหรับลูกค้าสินเชื่อบุคคล มีแนวทางการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน โดยพิจารณาให้ลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เดือน จากนั้นปลอดชำระดอกเบี้ย3 เดือน โดยชำระแต่เงินต้นตามเงื่อนไข และขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี เมื่อรวมอายุผู้กู้แล้วต้องไม่เกินเกษียณอายุ
ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมจะมีมาตรการผ่อนปรน โดยลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1% ต่อปี พักชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี รวมทั้งขยายระยะเวลาสัญญาเงินกู้ระยะยาวสูงสุด 1 ปี ในส่วนของเงินกู้หมุนเวียน ธนาคารขยายระยะเวลาชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน รวมทั้งไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูงสุด 30 วันแรก
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวงเงินกู้พิเศษอีก เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูกิจการและทดแทนสินทรัพย์ที่เสียหาย โดยสามารถผ่อนชำระนานสูงสุด 5 ปี พักชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 3.75% ต่อปี ลูกค้าสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึง 31 ธ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม ได้ร่วมกับ บมจ.ทิพยประกันภัย และ บมจ.กรุงไทยพานิชประกันภัย ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทันทีกับลูกค้าที่ทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยและได้ขยายภัยน้ำท่วม หากได้รับความเสียหายสามารถติดต่อธนาคารกรุงไทย เพื่อรับมาตรการเยียวยาโดยชดใช้เบื้องต้น 5,000 บาท ไม่ต้องรอน้ำลด
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีเร่งด่วน บรรเทาความเดือดร้อน ให้ลูกค้าสามารถฟื้นตัวได้เร็วและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 12 เดือน ขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินการค้าต่างประเทศสูงสุด 6 เดือน หลังสถานการณ์คลี่คลายธนาคารพร้อมสนับสนุนวงเงินเพื่อซ่อมแซมสถานประกอบการ เครื่องจักร รวมถึงชดเชยสต็อกสินค้าที่เสียหายจากน้ำท่วม โดยพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 6 เดือน และไม่ต้องประเมินราคาหลักประกัน ในปีนี้ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ 126 ราย วงเงิน 657 ล้านบาท
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่าสมาคมฯ ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น จากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคอีสาน คาดว่าธุรกิจประกันวินาศภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 1,000 ล้านบาท เป็นความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย คาดมีรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย 400-500 คัน ประมาณการค่าสินไหมทดแทนรวมกว่า 250 ล้านบาท
นอกจากนี้ มีความเสียหายต่อทรัพย์สิน จากกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ รวมถึงการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก กรมธรรม์ของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ร้านค้าสะดวกซื้อต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม คาดมีมูลค่าความเสียหาย 200-500 ล้านบาท
ความเสียหายต่อพื้นที่ปลูกข้าวนาปี จากกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ให้ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก โดยพื้นที่ที่ประกาศภัยพิบัติเกษตรกรจะได้รับวงเงินคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ จากการประเมินในเบื้องต้น มีเกษตรกรซื้อประกันภัยข้าวนาปีกว่า 340,000 ไร่ ถ้าเกิดความเสียหายโดยสิ้นเชิงจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 428.4 ล้านบาท



