
อภิสิทธิ์แย้มตั้งมาบตาพุดเป็นท้องถิ่นแบบพิเศษ
เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก พบนายกรัฐมนตรีเสนอตั้ง คกก.ร่วมสามฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด ขณะที่นายกฯแย้มตั้งมาบตาพุดเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นส่วนพิเศษ
เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 18 ก.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อนุญาตให้นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นำคณะผู้แทนกลุ่มชุมชนในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยองและนักวิชาการ จำนวน 35 คน เข้าพบ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสุขภาพ เป็นต้น
การเข้าพบครั้งนี้ ได้มีการสรุปการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยอาจให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันสามฝ่ายคือ ภาคประชาชนในพื้นที่ ภาครัฐ และนักวิชาการ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมและเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาให้เกิดเป็นรูปธรรมภายใต้แนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อคิดเห็นไว้คือ การบังคับใช้กฎหมาย บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการ การบริหารโครงการต่างๆ ที่เข้าข่ายมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ การตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ 55 โครงการเกี่ยวกับการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มซึ่งจะมีการลงทุนในพื้นที่ จ.ระยอง ทั้งนี้แนวทางและรายละเอียดของการดำเนินการดังกล่าวนั้น จะมีการนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
อภิสิทธิ์แย้มตั้งมาบตาพุดเป็นท้องถิ่นส่วนพิเศษ
ต่อมาเวลา 13.00 น.นายอภิสิทธิ์ กล่าว่า ได้มีการหารือ 3 ประเด็นคือ 1.หากมีการบังคับใช้กฎหมายที่ใด ที่เห็นว่าย่อหย่อน ประชาชนอยากมีกลไกที่ติดตามได้ง่ายขึ้น เช่น เมื่อมีกลิ่นหรือสารพิษ 2.หลังจากที่มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษและต้องมีการทำแผน ประชาชนมีความรู้สึกว่ายังมีหลายเรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน เช่น การทำเขตกันชน การศึกษาระดับกิจกรรมของอุตสาหกรรม ที่คิดว่าชุมชนจะรับได้ ซึ่งตนเห็นด้วยว่า ควรจะต้องติดตามเป็นโครงการ หากติดขัดกลไกใดที่ไม่ทำงานและไม่รับฟังเสียง ขาดงบประมาณ
ตนยินดีสนับสนุน 3.มาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ ก็ทำความเข้าใจให้ตรงกันมากขึ้นว่าตีความอย่างไร และติดอยู่ที่ 55 โครงการ บางโครงการสามารถดำเนินการได้ ไม่น่าจะมีผลกระทบ หรือบางโครงการเมื่อทำไปแล้วเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดมลพิษ ตนจึงขอว่าอย่าใช้จุดยืนที่ว่าห้ามขยายหรือให้ขยายหมด ก็ขอให้ไปคุยในรายละเอียดแต่ละโครงการไป
ส่วนจะมีการตั้งกรรมการศึกษา 55 โครงการในพื้นที่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเพราะบางโครงการไม่สลับซับซ้อนแต่ต้องทำให้โปร่งใส ทั้งนี้ทุกโครงการผ่านการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA)ไปแล้ว เมื่อถามว่ายืนยันว่าจะไม่ยกเลิกโครงการทั้งหมด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากโครงการใดที่มีความห่วงใยเป็นพิเศษหรือมีเงื่อนไขเพิ่มเติมก็มาคุยกันได้ และจากที่ได้พูดคุยกับทางแกนนำแล้วก็เข้าใจ แม้จะมีความแตกต่างในมุมมองบางเรื่อง ซึ่งการที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา จึงควรมีพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล
เมื่อถามว่า ตัวแทนประชาชนต้องการตรวจสอบโครงการทั้งหมด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ดูไปไม่เป็นไร เพราะมีรายงาน EIA ครบทุกโครงการอยู่แล้ว ส่วนที่มองว่าอาจทำให้การตรวจสอบช้าลงนั้น ความจริงมันช้ามามากแล้วแต่ก็อยากให้ออกไปในรูปแบบที่ยอมรับกันได้ และเข้าใจว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้อนุมัติไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ นายสาวิตต์ โพธิวิหค ที่ปรึกษานายกฯ ก็บอกว่าไม่มีอะไร เพราะทางนั้นจะเป็นฝ่ายเสนอรูปแบบว่าจะแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างไร
เมื่อถามว่า ตัวแทนประชาชนเสนอว่ามาบตาพุด ควรเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นส่วนพิเศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนและนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกฯกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ยังไม่สรุปว่าจะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นส่วนพิเศษหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนมีแนวทางอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า หากเป็นเขตปกครองพิเศษจะข้อดีอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความตั้งใจคือให้มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และไม่มีปัญหาว่าหลายหน่วยงานจะทำให้เกิดปัญหาในการประสานงาน และตนคิดว่าจะทำให้ประชาชนเข้าถึงการประสานงานได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการจัดทำเขตปกครองพิเศษต้องออกเป็นกฎหมาย
เมื่อถามว่า อาจเป็นการเอื้อให้นักลงทุนมากกว่าประชาชนในพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า เพราะนักลงทุนมีกระบวนการตามปกติอยู่แล้วที่จะต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งเป็นกลไกในการช่วยติดตามการจัดการสิ่งแวดล้อม
เมื่อถามว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและถ่านหินอาจไม่ยอม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่า จะมีกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 กรณีโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงกับชุมชน ซึ่งผู้ที่จะตัดสินว่าโครงการใดที่มีผลกระทบรุนแรงกับชุมชนนั้น รัฐบาลไม่สามารถตอบไม่ได้เพราะขึ้นอยู่ที่ข้อเท็จจริงของแต่ละโครงการ และตัวชี้วัดดีที่สุดคือการทำรายงาน EIA



