ข่าว

สั่งตั้งกก.สอบวินัยผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ

สั่งตั้งกก.สอบวินัยผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ

18 ก.ย. 2552

ก.ยุติธรรมสั่งตั้งกรรมการสอบวินัย ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ ฐานแถลงข่าวโจมตีผู้บังคับบัญชา

(18ก.ย.) นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในการสอบสวนคดีบุกรุกป่าสบกกและคดีฆ่าพระสุพจน์ สุวโจ ว่า ตนได้สั่งการให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนความผิดทางวินัยต่อพ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ เนื่องจากไม่ต้องการให้ดีเอสไอมีวัฒนธรรมองค์กรที่ลูกน้องไม่พอใจผู้บังคับบัญชาแล้วไม่พยายามแก้ปัญหาการบริหารงานภายใน แต่กลับนำข้อมูลออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยเฉพาะคดีฆ่าพระสุพจน์ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบพบว่ามีการป้อนข้อมูลภาพเข้าไปในฮาร์ทดิสก์ของพระสุพจน์หลังเกิดเหตุฆาตกรรม แต่ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นความลับในสำนวนการสอบสวนที่ไม่ควรนำมาออกมาเปิดเผย

 ด้านพ.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ แถลงข่าวตอบโต้ข้อกล่าวหาของพ.อ.ปิยะวัฒก์ ว่า การสรุปสำนวนคดีป่าสบกกที่มีความล่าช้าเป็นความเข้าใจผิดของพนักงานสอบสวน โดยคดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ที่ผ่านมามีการสั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนแก้ไขในประเด็นที่ขาดความชัดเจน แต่ยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินคดีกับประจักษ์พยาน จึงเป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งต่อมาพ.อ.ปิยะวัฒก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแต่ได้ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งโดยระบุว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ จนถึงขณะนี้สำนักคดีอาญาพิเศษก็ยังไม่ได้ส่งสำนวนคดีป่าสบกกมาให้อธิบดีและรองอธิบดีพิจารณา ถือเป็นการปฏิเสธไม่ยอมส่งสำนวนการสอบสวนมาให้พิจารณาโดยมีอคติต่อผู้บังคับบัญชา หากการสอบสวนได้หลักฐานสมบูรณ์ตามคำสั่งอธิบดีดีเอสไอก็พร้อมที่จะลงนามในคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานสอบสวนชุดเดิมขอถอนตัวก็อาจตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

 โฆษกดีเอสไอ กล่าวอีกว่า คดีป่าสบกกยังขาดความชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนหรือเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (สปก.) จึงต้องสอบสวนจนกว่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจน ส่วนข้อท้วงติงที่ว่ามีการใส่ข้อมูลภาพอนาจารเข้าไปในฮาร์ทดิสก์ของพระสุพจน์ สุวโจ เพื่อเบี่ยงเบนมูลเหตุในการฆาตกรรมนั้น ผมไม่ขอชี้แจง ขอให้พ.ต.อ.สุชาติซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวมาชี้แจงเอง

 ด้านพ.อ.ปิยะวัฒก์ ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีถอนตัวออกจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีพิเศษที่ 70 / 2550 กรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าสบกกฝั่งขวา ว่า นอกจากพนักงานสอบสวนจะได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีกับพยานสำคัญที่ให้การยืนยันว่าเห็นกลุ่มนายทุนผู้ต้องหาเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุหลายครั้งแล้ว อธิบดีดีเอสไอยังมีความพยายามสั่งการให้นำผู้เชี่ยวชาญศาลด้านการวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และขอให้มีการจัดประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายครั้ง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า พื้นที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่อธิบดียังไม่ยอมสั่งคดี โดยจัดประชุมและตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบอีก 2 ครั้ง เพื่อให้สอบสวนเพิ่มเติมว่าที่เกิดเหตุเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งที่มีความชัดเจนว่า พื้นที่เกิดเหตุยังคงเป็นเขตป่าไม้หรือป่าสงวนแห่งชาติอยู่ประมาณ 917 ไร่ คิดเป็นความเสียหายที่รัฐได้รับประมาณ 91 ล้านบาท ส่วนพื้นที่สปก. 14 แปลงนั้น ตามรายงานการประชุมการศึกษาหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ป่าสบกก ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเป็นมติว่า ส.ป.ก. ได้กันพื้นที่คืนให้กรมป่าไม้แล้ว เพราะมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

 “ภายหลังดีเอสไอเข้าจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสบกก และยึดรถแบ็กโฮ จนในกลุ่มเจ้าของรถแบ็คโฮพูดกันทั่วไปว่า บริษัทฯ ได้เคลียร์กับผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว แต่เมื่อเคลียร์ไม่ได้ ก็มีความพยายามร้องขอความเป็นธรรมต่างๆ และร้องขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์เข้าไปข่มขู่คุกคามพยานให้กลับคำให้การเป็นไม่เคยเห็นกลุ่มนายทุนเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ และขอให้ ให้การว่าถูกพนักงานสอบสวนคดีพิเศษบังคับให้ให้การปรักปรำกลุ่มนายทุน” พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวและว่า หากมีคำสั่งตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนความผิดทางวินัย ตนจะนำคดียื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพราะคนที่ต้องถูกสอบสวนคืออธิบดีดีเอสไอไม่ใช่พนักงานสอบสวน

 พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวด้วยว่า การสอบสวนเพิ่มเติมต้องทำเพื่อให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักมั่นคงเพิ่มขึ้น มิใช่ทำเพื่อให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักน้อยลง หากอธิบดีเห็นว่าเป็นเขตปฏิรูปที่ดินก็ใช้ดุลพินิจสั่งคดีไปตามที่เห็นสมควรได้ ไม่สมควรที่จะบังคับให้สอบสวนไปในทางที่บิดเบือนเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ ในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดมิให้ต้องโทษ หรือให้ได้รับโทษน้อยลง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 ซึ่งมีอัตราโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต