
'เทือก'ยันไม่ใช้อาวุธคุมม็อบเสื้อแดง
สุเทพ ยันไม่ใช้อาวุธร้ายแรงควบคุมการชุมนุม แต่หากสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ก็จะใช้กระสุนยาง แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ศอ.รส.ก่อน เพื่อกันผู้ปฏิบัติหน้าที่รับกรรมหากมีประชาชนบาดเจ็บ
(18ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ว่า จากการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) วานนี้ (17 ก.ย.) ได้ซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงาน ในแผนงานต่างๆที่เคยเตรียมไว้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยย้ำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปกำชับกำลังพลให้เคารพสิทธิของประชาชน และปฏิบัติต่อประชาชนให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย รวมถึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลด้วย เพราะการชุมนุมประท้วงของประชาชนถือเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย แต่ย้ำว่าในที่ประชุม ศอ.รส.ได้เน้นประชาสัมพันธ์ให้ผู้มาชุมนุมเข้าใจว่าอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และไม่ทำอะไรให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลยอมไม่ได้
นายสุเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากลในการควบคุมมวลชน จะมีการจับกุมแกนนำผู้ชุมนุมก็ต่อเมื่อพาผู้ชุมนุมทำการที่ผิดกฎหมาย ตนยืนยันว่าในทุกขั้นตอนเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วย ทุกฝ่าย จะไม่ใช้อาวุธร้ายแรง แต่จะมีอุปกรณ์อื่นๆในการควบคุม และหากถึงขั้นจำเป็นก็อาจใช้กระสุนยางซึ่งจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะนำมาใช้ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ถึงขั้นที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ทั้งนี้ก่อนที่ผู้ปฏิบัติจะดำเนินการจะต้องนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม ศอ.รส. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติต้องมารับกรรม หากมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ
นายสุเทพ กล่าวว่า ตนขอฝากไปถึงทุกฝ่ายว่ารัฐบาลจะไม่ใช่ผู้เริ่มต้นใช้ความรุนแรงก่อนอย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งที่ตนกังวลคือได้รับรายงานข่าวว่าในการเตรียมการ์ดหรืออาสาสมัครในการเข้ามาดูแลความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม อาจมีผู้ที่ถูกจ้างหรือเกณฑ์มา ที่จะเป็นผู้มายั่วยุ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง ดังนั้นตนจะใช้การถ่ายวิดีโอบันทึกพฤติกรรมของการ์ดและผู้ชุมนุมทั้งหมด หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายก็จะดำเนินการทันที
เมื่อถามว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงระบุว่าจะมีกำลังทหารกองกำลังพิเศษสวมเสื้อแดงแฝงตัวเข้าไปก่อเหตุวุ่นวายในการชุมนุม นายสุเทพ กล่าวว่า นายณัฐวุฒิโกหก และพูดจาเอาแต่ได้ ไม่ระมัดระวัง ไม่รักษาบ้านเมือง ตนยืนยันว่าไม่มีลูกหลานที่เป็นทหารไปทำเรื่องเช่นนั้น และรัฐบาลนี้ก็จะไม่ยอมให้เกิดขึ้น ทุกอย่างในการทำงานจะเปิดเผย โดยจะให้สื่อมวลชนเข้าไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด จะขอเข้าไปดูจุดไหน เมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าแกนนำกลุ่มเสื้อแดงระบุว่าจะมีผู้ชุมนุมบางส่วนไปชุมนุมที่บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ จ.นครราชสีมา ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนมาสมทบที่ กทม. นายสุเทพ กล่าวว่า สามารถไปได้ ไปยืนชุมนุม ตั้งเวทีปราศรัยได้ แต่ขว้างปาสิ่งของหรือพังประตูบ้านเข้าไปไม่ได้ ถ้าเข้าไปก็จะเล่นงานให้หนัก โดยจะจับกุมทันที เพราะเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะถ้าพบคนที่ทำผิดกฎหมายซึ่งหน้า แล้วตำรวจไม่จับกุม ก็จะมีความผิด
เมื่อถามว่านอกจากที่กังวลว่ากลุ่มเสื้อแดงจะไปก่อเหตุที่บ้านพักของพล.อ.เปรมแล้ว ยังเป็นห่วงในสถานที่อื่นๆอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็มีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ตนกลัวเรื่องมือที่ 3 จะเข้าไปก่อเหตุ จึงให้เจ้าหน้าที่ประสานกับทาง ป.ป.ช. โดยให้มีการเตรียมการให้พร้อม ทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น รถดับเพลิง และสิ่งอื่นๆเท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะสำนักงาน ป.ป.ช.มีพื้นที่ค่อนข้างแคบ เมื่อถามว่าประเมินอย่างไรกับเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะทำการสูงสุดถึงขั้นไหน อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคงไม่พูดอะไรมาก เพราะอาจจะถูกนำไปตีความว่ายั่วยุ หรือท้าทาย ยืนยันว่าไม่มีการยั่วยุหรือท้าทายใดๆกับกลุ่มผู้ชุมนุม ถ้านั่งคุกเข่าจุดธูปเทียน กราบไหว้ได้ก็จะทำ ขอร้องว่าอย่ามาชุมนุมกันเลย
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะเตรียมการอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวาย เนื่องจากในวันที่ 19 ก.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินมาพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย นายสุเทพ กล่าวว่า คงไม่สามารถไปห้ามปรามได้ เพราะก็โฟนอินมาเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ พ.ต.ท.ทักษิณควรจะตระหนักได้เองว่าจากการอภิปรายร่วมรัฐสภา ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 วันนั้น บรรยากาศก็เป็นไปอย่างสมานฉันท์ และก่อนปิดการอภิปรายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเคยพูดว่า ถ้าเห็นว่ามีความชัดเจนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะไปพิสูจน์กันที่สนามเลือกตั้ง ดังนั้นหาก พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอิน หรือดำเนินการอะไร ควรที่จะยึดหลักแนวทางสมานฉันท์ด้วย
เมื่อถามว่าในฐานะที่ดูแลฝ่ายความมั่นคงมั่นใจหรือไม่ว่าการเดินทางไปประชุมสหประชาชาติของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ จะได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป นายสุเทพ กล่าวว่า ได้กลับแน่นอน แต่หากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆในรัฐบาล ก็ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น ตนทำงานใกล้ชิดกับทุกฝ่าย ทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ จึงมั่นใจว่าทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ในแนวทางประชาธิปไตย แต่ถ้าจะมาใช้วิธีการนอกระบบเราไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
ต่อข้อถามว่านายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องพก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เดินทางไปต่างประเทศด้วยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ถ้าจำเป็นก็เรียกประชุม ครม. เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้
“ผมจะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีให้เต็มที่ ในระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ไม่อยู่ และจะทำทุกอย่างให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย” นายสุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่าประเมินหรือไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมยืดเยื้อไปจนถึงช่วงการพิจารณาคดีสำคัญ เช่น การทุจริตกล้ายาง และคดีปราสาทพระวิหาร นายสุเทพ กล่าวว่า ประเมินไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการยั่วยุ ตนพูดได้เพียงว่าจะชุมนุมแสดงออกอย่างไรก็ทำให้เต็มที่ แต่ต้องอยู่ในความสงบ และเคารพกฎ กติกา บ้านเมือง ชุมนุมเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ แต่ถ้าไม่แยกย้ายแล้วเกิดมีฝนตกขึ้นมา ก็อย่ามากล่าวหาว่าตนไปทำฝนเทียมอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าการชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีเลือดของผู้ชุมนุมออกแม้แต่หยดเดียว นายสุเทพ กล่าวว่า มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ไม่ทำแน่ เพราะเจ้าหน้าที่ก็เป็นลูกหลานประชาชน ไม่มีใครต้องการเห็นประชาชนเลือดตกยางออก แต่คนที่มาชุมนุมก็ต้องควบคุมกันเองให้ดี โดยเฉพาะแกนนำถ้าคิดจะนำคนเข้ามา ก็ต้องระวังและนำเขาไปอย่างถูกวิธี นำไปสวรรค์ ไม่ใช่พาไปที่อื่น
เมื่อถามว่าสถานการณ์การชุมนุมต้องรุนแรงถึงขั้นไหนจึงจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าฝ่าฝืนกฎหมายจนวิธีการปกติธรรมดาใช้ไม่ได้ ก็ต้องพิจารณาไปตามลำดับ เมื่อถามว่าการที่รัฐบาลระบุจะใช้วิธีการต่างๆกับผู้ชุมนุม คิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเกรงกลัวหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาที่จะข่มขู่ประชาชน ถ้าสิ่งที่รัฐบาลทำแล้วประชาชนรู้สึกไม่สบายใจ ตนต้องกราบขออภัย ส่วนที่ประกาศจะใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลดำเนินการเช่นนั้น และที่สำคัญคือต้องการชี้แจงให้เห็นว่ารัฐบาลเคารพสิทธิของประชาชน แต่ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องเคารพในกฎหมายเช่นเดียวกัน



