
พิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ดำเนินเป็นวันที่ 187
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้คณะบุคคลและองค์กรต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ
วันที่ 27 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้คณะบุคคลและองค์กรต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล โดยเวลา 10.30 น. พลเรือเอก ชัยยุทธ ตันตระกูล หัวหน้าคณะ บริษัทมงคลเอ็นเนอร์จี้ จำกัด เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูปจากวัดบวรนิเวศวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดกัลยาณมิตร วัดสุวรรณ กรุงเทพฯ วัดแคนอก และวัดละหาร จ.นนทบุรี ที่สวดพระพุทธมนต์ถวายพระบรมศพ นอกจากนี้ยังมีพิธีบำเพ็ญกุศลเวลา 14.30 น.,17.00 น. และ 19.00 น.
ในการนี้ เจ้าพนักงานนิมนต์ พระมงคลสุทธิวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง "กัลยาณกถา" หรือ "ให้ความร่วมมือกับตน" ใจความโดยย่อว่า...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริ และทรงงานเพื่อให้คนไทยอยู่อย่างมีความสุข หลักที่พระราชทานคือ การเลี้ยงตนเองได้ อันเห็นได้จากโครงการพระราชดำริหลายพันโครงการ จนอาจเปรียบพระองค์ได้เหมือนเป็นบุพการีของชาติ ที่พระองค์พระราชทานให้คนไทยมากขนาดนี้ เราไม่สามารถทราบถึงเจตนาได้ แต่สามารถคิดได้ว่า พระองค์ทรงมีพระราชดำริแก่ส่วนรวมคือชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ในหน้าที่ที่ทรงไว้ในความเป็นประมุขชาติ ทรงทราบหน้าที่นี้ดี จึงทรงกระทำหน้าที่ของพระองค์อย่างดีที่สุด สมดังพระราชดำรัสที่ทรงรับสั่งว่า "ฉันถือว่าฉันเป็นพลเมืองคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่ง ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในตำแหน่งนี้ ฉันต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์"
พระราชดำรัสนี้ย่อมเป็นหลักประกันที่แสดงว่าพระองค์ได้ทรงทราบถึงวัฏจักรแห่งความดีนี้ ความเป็นพลเมืองคือความที่พระองค์ทรงเป็นคนไทยเหมือนกับทุกๆ คน แต่เพราะทรงมีตำแหน่งประมุขของชาติ เช่นนั้นจึงทรงอุทิศ พระวิริยะ พระมาธิ และพระปัญญา ให้ทรงสามารถกระทำพระราชภารหน้าที่ให้ปรากฏเป็นผลงานที่ดีที่สุด และต้องสมบูรณ์ที่สุด นั่นหมายถึงการให้ความร่วมมือกับตนอย่างดีที่สุดนั่นเอง



