
รายงาน-มาร์ค เล่นจริง...เจ็บจริง
วงแตกไปถึงสองรอบติดกับการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีวาระเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ แทน "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.
ทำเอา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ กับ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. คู่แคนดิเดต ต้องรอเก้อไปตามๆ กัน
ด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ อันเกิดมาจาก "เงื่อนไขพิเศษ" จึงเป็นปฐมเหตุให้การเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ต้องสะดุด
แม้ว่าหน้าฉาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่า เพื่อต้องการหาเวลาปรับจูนคลื่นให้ตรงกันระหว่างกรรมการ ก.ต.ช.ทั้งหมด และเพื่อลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นตามมา จากผลพวงของการแพ้-ชนะ
แต่ความจริงแล้ว "อภิสิทธิ์" เจอตอเข้าให้ !!!
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้กรรมการ ก.ต.ช.เกิดอาการกระอักกระอ่วนใจ จนยากที่จะโหวตเลือกผบ.ตร.คนใหม่ได้ ถึงแม้ว่าเสียงสนับสนุน "พล.ต.อ.ปทีป" ขึ้นสู่ยอดเสา ที่นับมาอย่างเจ๋ง ยังไงก็ไม่พลาดแน่
แต่สุดท้ายก็ต้องจอด เพราะเจอแรงบีบอย่างหนัก !!!
เกมทั้งหมดจึงตกในกำมือของ เนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ในพรรคภูมิใจไทย ที่แทงหวยมาตั้งแต่ต้นในการดัน "พล.ต.อ.จุมพล" ขึ้นสู่ยอดเสา ด้วยข้ออ้างเงื่อนไขพิเศษ
เพราะภูมิใจไทยยืนยันมาตลอดว่าหากอยากรู้ว่า เงื่อนไขพิเศษที่ว่านี้คืออะไร ต้องไปถามสองกุนซือ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กับ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เท่านั้น
แต่ในเมื่อ "อภิสิทธิ์" ยังยืนยันจุดเดิมด้วยการเสนอชื่อ "พล.ต.อ.ปทีป" สองกุนซือจึงต้องปล่อยลอยแพ ให้เล่นเอง
บทเรียนที่เกิดขึ้นกับ "อภิสิทธิ์" จึงได้ปรากฏออกมาอย่างที่เห็น !!!
นั่นเพราะมีการส่งสัญญาณมาจาก "เนวิน" ผู้ผูกสัมพันธ์ระหว่างสีกากี สีเขียว และสีน้ำเงิน จนกลายเป็นสีน้ำเงินอมเขียวที่มีอิทธิพลสูงในรัฐบาล
ที่ออกมาส่งเสียงดังฟังชัดว่า "ตัวใครตัวมัน" หาก ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ใช่ "พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย"
นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรรมการ ก.ต.ช.ต้องคิดหนัก ถึงขนาดบางคนต้องยอมตัดสินใจลาออกเพราะทนแรงบีบไม่ไหว ขณะที่บางคนยังเหลืออายุราชการอีกหลายปี และบางคนอยู่ในวัยใกล้เกษียณ
ทั้งหมดนี้จึงมีผลต่อการตัดสินใจเป็นอย่างยิ่ง
ส่วน "อภิสิทธิ์" เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 7-8 เดือน ว่าไปแล้วก็เหมือนกับไม่มีหลักประกันที่สามารถคุ้มกะลาหัว กรรมการ ก.ต.ช.ได้
ในเมื่อกรรมการหลายคนอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นาทีนี้จึงขึ้นอยู่กับ "อภิสิทธิ์" ว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อ
จะกัดฟันสู้ต่อ หรือยอมก้มหัวให้แก่ "เงื่อนไขพิเศษ" ที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง
แต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ...ไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหน ดูเหมือนจะไม่เป็นผลดีต่อ "อภิสิทธิ์" เลยสักด้าน
เพราะหากเดินหน้าต่อก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล รวมไปถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องสั่นสะท้าน
แต่ครั้นจะหันหลังกลับก็เปรียบเหมือนเสือสิ้นลาย "หมดราคา" ความเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ หลังจากถูกฉีกหน้ามาแล้วถึงสองครั้งซ้อน
ยิ่งในยามที่ศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมา "กระทุ้งฝาโลง" อยากจะออกมาเต็มแก่ ผ่านเว็บไซต์ยอดฮิตทวิตเตอร์ ให้ "อภิสิทธิ์" ตัดสินใจเลือก ผบ.ตร.เร็วๆ
แถมได้ทีซ้ำด้วยการแสดงความเห็นอกเห็นใจสถาบันตำรวจที่ถูกแทรกแซง เพื่อโยนบาปให้ "อภิสิทธิ์"
สถานการณ์ของ "อภิสิทธิ์" ยามนี้ จึงเสมือนเดินบนทางสองแพร่ง และถูกแรงกดดันรอบด้าน บีบให้ต้องตัดสินใจเลือกทางเดิน
เพราะการประชุม ก.ต.ช.สองนัดที่ผ่านมาย่อมสะท้อนให้เห็นว่างานนี้จะเดินต่อ "ไม่ง่าย" !!!
ยิ่งในยามที่ "อภิสิทธิ์" ถูกโดดเดี่ยว ทุกคนก็ต่างกระโจนหนีออกจากเรือเพื่อเอาตัวรอด
ดังนั้นเมื่อ "อภิสิทธิ์" ยอมลงมาเล่นเอง ก็ต้องเจ็บเอง เพราะยิ่งทอดเวลาออกไปนานเท่าไหร่ โอกาสในการดัน "พล.ต.อ.ปทีป" ก็ริบหรี่ ลงตามไปด้วย
จึงเป็นเรื่องยากที่ "อภิสิทธิ์" จะหาทางลงโดยไม่เจ็บตัว เพราะสถานการณ์ขณะนี้บานปลายพ้นรั้วปทุมวันไปแล้ว
นั่นเพราะยังมีกลุ่มการเมืองอาศัยช่วงจังหวะนี้ในการกระโดดงับ หยิบยกมาเป็นประเด็นการเมืองเพื่อทำลายล้าง "อภิสิทธิ์" ตลอดเวลา
โดยเฉพาะนักฉวยโอกาสอย่าง "ทักษิณ" ที่ถือโอกาสซ้ำเติมผ่าน "ทวิตเตอร์" อย่างด่วนจี๋มาว่า...
“เป็นยุคที่ตำรวจเราถูกแทรกแซงอย่างสุดๆ ถ้าคนไม่เข้าใจกฎหมายระเบียบภายในตำรวจไปยุ่งกับการบริหารลึกเกินไปก็จะเสียขวัญอย่างนี้ครับ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่รัฐบาลกำลังถูกข้อกล่าวหาในการเข้าไปล้วงลูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหวังผลทางการเมืองในอนาคต จนกลายเป็นเกมต่อรองของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล
สุดท้ายเกมนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ "อภิสิทธิ์" ว่าจะหาทางฝ่าเงื่อนไขพิเศษนี้ไปได้อย่างไร โดยไม่เจ็บตัวมากไปกว่านี้
ที่สำคัญ "อภิสิทธิ์" ก็ต้องไม่ลืมว่า...แม้ชนะศึก แต่อาจแพ้สงคราม !!!
บัญชา แข็งขัน



