
ระวัง!เงินกองทุนกีฬาหาย
เงินจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติหลายพันล้านบาท แต่คนกีฬายังใช้ไม่เป็น
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมการดำเนินงานร่วมกันระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ห้องประชุมชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา กกท.หัวหมาก เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม โดย “รมต.กีฬา” ได้มอบนโยบายการดำเนินงานด้านกีฬาให้แก่ผู้แทนสมาคมกีฬาในปี 2561 โดยยืนยันเป้าหมายสถานะความเป็นผู้นำทางการกีฬาของอาเซียนที่จะต้องยกระดับมากขึ้นไปกว่านี้
สำหรับการขอรับการสนับสนุนและการเบิกจ่ายจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาตินั้น นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า เงินจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จะต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจจะเกิดปัญหาล่าช้า และไม่ได้รับการสนับสนุนตามความต้องการของทุกคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีทีมที่พยายามศึกษาด้านกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตอำนาจของการใช้งบประมาณได้มากขึ้น ภายใต้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายหากจะมีการแก้ไข เพราะต้องตอบสังคมได้ทุกมิติ โดยในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่ากว่าที่จะมีพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทยฉบับนี้ ซึ่งได้รับงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ เข้าสู่กองทุนปีละ 2 เปอร์เซ็นต์นั้น มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก และถูกจับตามอง รวมทั้งมีคนอยากจะเอาคืน ดังนั้น คนในวงการกีฬาจะต้องแสดงให้เห็นว่ากีฬาสำคัญและมีการใช้จ่ายที่ถูกต้อง เกิดประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับด้วยว่าเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไม่ตายตัว ในปีต่อไปอาจจะลดลงก็ได้หากจำนวนคนดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ลดลง ตามที่มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องไปจนถึงในอนาคต
“รมต.กีฬา” กล่าวอีกว่า องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เชื่อว่าการกีฬาจะช่วยสร้างความยั่งยืนของโลก ซึ่งประเทศไทยจะต้องตระหนักว่ากีฬาจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น เราจะต้องก้าวไปด้วยกัน ไม่มีการต่างคนต่างไป โดยในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ เวียดนาม หรือกัมพูชา ให้ความสำคัญกับเรื่องของกีฬาอย่างมาก หากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ดีขึ้น มีความมั่นคงเชื่อว่าการกีฬาจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด การแข่งขันกีฬาซีเกมส์นั้นชาติที่จะครองเจ้าเหรียญทองแบบที่ไทยทำได้มาตลอดจะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทย และ ประธานสหพันธ์สมาคมกีฬาชาติ (ฟอนซา) กล่าวเสริมว่า พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นกฎหมายที่มีคนค้านมากที่สุด กว่าจะชนะโหวตและผ่านเป็นกฎหมายออกมาได้ 107-79 เสียง ดังนั้นจะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาจากคนที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ และต้องการนำเงินกลับคืนไปใช้ในส่วนอื่นมากกว่า
“รองตูน” นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท.ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า งบประมาณกองทุนในปี 2560 จำนวน 4,000 ล้านบาท และยังค้างสะสมอยู่อีกกว่า 2,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันมีการตั้งงบประมาณไว้ 3,999 ล้านบาท ได้รับความเห็นชอบ มีการอนุมัติโอนแล้ว 3,500 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายไปเพียง 600 ล้านบาทเท่านั้น กรณีนี้ กกท.และสมาคมกีฬาจะต้องปรับตัวและทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การทำแผนไปจนถึงการเบิกจ่าย และตรวจสอบประเมินผล มิเช่นนั้นจะมีเงินค้างจ่ายสะสมจำนวนมาก ซึ่งกกท.ได้ปรึษากับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อให้เข้ามาจัดทำระบบเอกสาร หลักฐานการเบิกจ่ายให้มีความคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น ในขณะเดียวก็จะได้ทำเวิร์กช็อปร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อลดปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าให้ได้มากที่สุด
“บิ๊กเสือ” สกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการ กกท.กล่าวในตอนท้ายว่า กกท.พยายามทำงานร่วมกับสมาคมกีฬา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีความรวดเร็วมากขึ้น ยืนยันว่าหากเอกสาร หลักฐานการเบิกจ่ายทั้งหมดถูกต้อง ครบถ้วน สมาคมกีฬาจะได้รับเงินรวดเร็วทันใจที่สุดไม่เกิน 7 วัน



