
ศอตช.ยันม.44 ใช้ปราบทุจริตไม่ใช่ล้างขั้ว
ศอตช.พร้อมส่งหลักฐาน 70 ขรก.พันทุจริตให้ต้นสังกัดสอบข้อเท็จจริง ยันไม่ใช่ย้ายล้างขั้วการเมืองหรือเล่นงานเฉพาะบุคคลอปท.โดนมากเพราะสัดส่วนขรก.มาก กระจายทั่วประเทศ
26 ก.ค.60. นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ท.) กล่าวถึงกรณีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้ระงับการปฏิบัติราชการชั่วคราวของข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 70 รายว่า ภายในสัปดาห์หน้าศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) จะส่งเหตุผลพร้อมพยานหลักฐานในกรณีที่ข้าราชการแต่ละรายถูกกล่าวหา ไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน ในส่วนของศอตช.ก็จะตั้งอนุกรรมการตรวจสอบคู่ขนานไปด้วยเพื่อตรวจสอบว่าผลการสอบสวนของต้นสังกัดและศอตช.จะตรงหรือแต่งต่างกันอย่างไร ทั้งนี้การปราบปรามการทุจริต โดยการเสนอใช้มาตรา 44 เพื่อกระตุ้นให้ใช้มาตรการทางวินัยเข้าไปดำเนินการกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทั้งในเชิงระบบและจุดที่ถูกกล่าวหา วัตถุประสงค์เพื่อให้กลไกการปฏิบัติราชการเข้มแข็ง ยืนยันว่าไม่ใช่การดำเนินการเพื่อกลั่นแกล้งเฉพาะข้าราชการรายหนึ่งรายใด และไม่ใช่การล้างขั้วการเมืองตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
"สาเหตุที่มีการใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการกับข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสัดส่วนมากกว่าข้าราชการหน่วยอื่น เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระจายอยู่ทั่วประเทศและมีข้าราชการจำนวนมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนของข้าราชการหน่วยงานอื่น จึงทำให้มีการร้องเรียนและถูกดำเนินการจำนวนมากตามไปด้วยทั้งนี้ผู้ถูกมาตรา 44 ระงับการปฏิบัติราชการชั่วคราว หากสามารถนำหลักฐานเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ก็สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเดิม ทั้งนี้การระงับการปฏิบัติราชการชั่วคราวก็เพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว" นายประยงค์กล่าว



