
มาร์คเชื่อม็อบแดงไม่แรงจนยุติไปยูเอ็น
กองทัพใช้ 63 กองร้อยคุมเสื้อแดงชุมนุม 19 ก.ย. คุมเข้ม 5 จุดหลัก ทำเนียบ - ปปช.- บ้านเปรม-รัฐสภา-วังสวนจิตร โฆษก รบ. เชื่อเสื้อแดงชุมนุมกว่า 2-3 หมื่นคน คาดไม่รุนแรงย้ำยึดหลักสากลตามวิถี ปชต. ผบ.ทบ. ให้ความมั่นใจ อภิสิทธิ์ ยันดูแลความสงบได้ เยือนยูเอ็น
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 17 ก.ย. ได้มีการประชุมคณะศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) หลังจากที่รัฐบาลประกาศ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 18-22 ก.ย.ในเขตพื้นที่ดุสิต โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ. อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ. ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคงทีเกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1ชั่วโมง 30 นาที
นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการ ศอ.รส. พร้อมจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นไปตามมติของครม.ที่ให้มีการประกาศพื้นที่ควบคุมตามพรบ.ความมั่นคง ตามมาตรา 15-16 และ 18 ซึ่งในที่ประชุมได้มอบหมายให้ นายสุเทพ เป็นผู้อำนวยการ ศอ.รส. พร้อมทั้งอนุมัติคำสั่งปฏิบัติการศูนย์ ศอ.รส.
ทั้งนี้หลักการในพื้นที่เขตดุสิตจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ ศอ.รส. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและทำตามกรอบระเบียบ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ให้ถือว่ากลุ่มที่มาชุมนุมมีสิทธิ์ และใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย และคนที่มาชุมนุมก็มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับชัดเจนว่าให้เจ้าหน้าที่ทบทวนดูแลข้อปฏิบัติให้เคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ต้องเป็นไปตามกรอบ และกฎระเบียบ และที่สำคัญจะต้องมีการทดสอบอุปกรณ์เหล่านี้ อย่าให้เกิดข้อผิดพลาด อย่างเช่นที่ผ่านมา
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้ ศอ.รส. ทำงานร่วมกับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งนายกรัฐมนตรีค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญเรื่องนี้ค่อนข้างมาก และเน้นให้เห็นว่าการทำงานของ ศอ.รส.จะประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นจะต้องประสานทำความเข้าใจ และชี้แจงทุกขั้นตอนกับสื่อมวลชนทั้งใน และต่างประเทศ
โดยศอ.รส. ได้รับมอบให้จัดกลุ่มงานที่จะประสานงานกันสื่อมวลชน ทั้งนี้การใช้กำลังทหาร-ตำรวจมากขึ้น เพราะการใช้ พรบ.ความมั่นคงมีอยู่ 2 หมวด หมวดที่ 1 มีการใช้อยู่แล้วไม่จำเป็นจะต้องประกาศ โดยไม่ต้องผ่านมติของ ครม.คือหมวดการเฝ้าระวัง ตั้งแต่มาตราที่ 1 ถึงมาตราที่ 14 ระบุให้มีการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงภายใน หากมีความจำเป็นจะต้องใช้หมวดที่ 2 คือการควบคุมพื้นที่ และการออกข้อกฎหมายก็ให้เสนอต่อ ครม. หมายถึงกฎหมายฉบับนี้ระบุให้ กอ.รมน. ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง
นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการประเมินแล้วว่ามีกลุ่มผู้มาชุมนุมค่อนข้างมากกว่าครั้งก่อน แต่ตัวเลขของผู้มาชุมนุมยังไม่แน่ชัดว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งโดยพื้นฐานที่ยืนยันประมาณ 20,000 – 30,000 คน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการระดมซึ่งขณะนี้มีการระดมกันอย่างต่อเนื่องทั้งในเขตปริมณฑล ภูมิภาค กทม. โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีสื่อสารมวลชนอยู่ในมือ มีเครือข่ายก็มีการระดมกันอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจำนวนตัวเลขจึงยังไม่แน่นอน แต่เท่าที่ทราบมีมากกว่าครั้งก่อน ซึ่งการรองรับในการแก้ไขปัญหาจำเป็นจะต้องใช้กำลังมากขึ้นตามระดับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะเข้าสู่สภา เมื่อปฏิบัติการเสร็จนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น ผอ.กอ.รมน.ต้องรายงานต่อสภา
การรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 10 หน่วยงานที่ประเมินสถานการณ์ก็เป็นระบบที่กฎหมายฉบับนี้วางไว้ เมื่อปรากฎชัดว่าเมื่อมีแนวโน้มว่าจะก่อความไม่สงบ และความวุ่นวาย ครม. ในหมวดที่ 2 ในวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา คือการอนุมัติให้มีการควบคุมพื้นที่พิเศษ คือพื้นที่เขตดุสิต ด้วยการออกข้อกฎหมาย 5 ข้อ โดยเน้นว่าเป็นกฎหมาย และเป็นข้อบังคับที่กฎหมายจะต้องทำ และรัฐบาลจะต้องระมัดระวังไม่ให้ใช้กฎหมายพิเศษกระทบกระเทือน แต่กฎหมายฉบับนี้จะกฎหมายทั้งผู้มาชุมนุม และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย และกฎหมายฉบับนี้จะแยกแยะผู้ที่มาชุมนุมที่ไม่หวังดีด้วยการจัดพื้นที่จุดตรวจต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ดุสิตมีประมาณ 6-7 จุด ขึ้นอยู่สถานการณ์จริง
ส่วนบริเวณข้างนอกจะใช้กำลังของตำรวจ เพื่อขอความร่วมมือกับประชาชนในการแจ้งเบาะแสว่ามีอะไรผิดปกติเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลหวังว่าการชุมนุมจะเป็นไปด้วยดี ถึงแม้ว่าจะมีผู้มาชุมนุมเป็นจำนวนมาก ถ้าเราวางระบบไว้ และไม่ประมาณ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเกิดเหตุการณ์เรามีแผนรองรับ และคิดว่าการทำงานร่วมกับสื่อจะทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งสื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบของเรา สุดท้ายนายกรัฐมนตรีได้เน้นให้ใช้หลักสากล และสิทธิมนุษยชน คำนึงว่าคนที่มาชุมนุมก็มีสิทธิ์ตามพื้นฐานตามกรอบของกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันบ้านเมืองก็จะต้องสงบสุข และดำเนินการตามเสถียรภาพ และความมั่นคง ซึ่งเราให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทั้งหน่วยการข่าวได้ประเมินว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการพกพาอาวุธมา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งด่านตรวจ และสกัด แต่คิดว่าเป็นจำนวนน้อยไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้ตามที่แผนไว้วาง
พ.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองผู้กำกับการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในส่วนของการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของตำรวจนอกจากพื้นที่ที่มีการประกาศแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังได้มีการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้อย่างเต็มที่ นอกเหนือจากพื้นที่นี้แล้วจะมีการตั้งจุดตรวจวอร์ 43 รวมทั้งด่านต่าง ๆ ในพื้นที่เขตดุสิต จะเป็นจุดตรวจร่วมระหว่างตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่ของกทม.
ส่วนนอกพื้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้จัดการ ถ้าอันไหนจำเป็นจะต้องขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทหารเราก็ได้มีการประสานงานเรียบร้อยแล้ว และพร้อมปฏิบัติหน้าที่จึงขอให้ความมั่นใจในกระบวนการทางด้านกฎหมาย ด้านสอบสวนต่าง ๆ ท่านรักษาการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบให้ทางฝ่ายกฎหมายรวมทั้งฝ่ายสอบสวนต่าง ๆ ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
พ.ต.อ.ปิยะ กล่าวอีกว่า การจัดตั้งจุดตรวจจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงเรื่องอาวุธในเขตพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะการพกพาในเขตพื้นที่ต่าง ๆ เน้นการตรวจอาวุธที่เข้ามาทำให้ประชาชนเดือดร้อนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างสันติสุข โดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยของทุกท่านเป็นหลัก
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ศอ.รส.ยืนยันว่าข้อห้ามที่ประกาศใช้ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง จะไม่กระทบสิทธิทั้งผู้ชุมนุมและประชาชน ซึ่งข้อห้ามคือการพกพาอาวุธและห้ามเข้าไปในสถานที่ราชการ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ กอ.รมน. กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ และเรื่องการห้ามใช้เส้นทาง 2 พื้นที่ คือ 1.บริเวณทำเนียบรัฐบาล ได้แก่ ถ.นครปฐม ลูกหลวง ราชดำเนินนอกเฉพาะเส้นทางคู่ขนานติดรั้วทำเนียบรัฐบาล
2.เส้นทางคู่ขนาน ถ.ศรีอยุธยา ฝั่งติดกับสโมสรทหารบก ตั้งแต่แยกสี่เสาเทเวศร์ถึงแยกหอประชุมกองทัพบก และซอยสามเสน 12 จนสุดซอยถนนราชสีมา แต่ประชาชนที่อยู่ในซอยสามารถใช้ถนนได้ตามปกติ มีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะดวกอยู่ แต่ขอผู้ชุมนุมอย่าเข้าไป ข้อห้ามทั้งหมดไม่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ศอ.รส. ได้อนุมัติโครงสร้างและแผนปฏิบัติงาน โดยโครงสร้างมี 2 ส่วน คือ ส่วนควบคุมการบังคับบัญชา ประกอบด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.ศอ.รส. และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรอง ผอ. โดยมีฝ่ายกฎหมายเป็นที่ปรึกษาหารือส่วนกฎหมาย โดยการปฏิบัติยึดหลักสากลเป็นไปตามประชาธิปไตย เคารพสิทธิเสรีภาพ และส่วนกำลังรักษาความสงบเป็นการบูรณาการร่วมกันทั้งตำรวจ พลเรือน ทหาร มีกำลังทั้งสิ้น 63 กองร้อย จากทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ 33 กองร้อย และตำรวจ 30 กองร้อย และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด กทม. ที่เป็นพลเรือนอีก 350 นาย สำหรับกำลังที่ปฏิบัตินอกสถานที่ราชการจะใช้เพียงโล่ กระบอง อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนเท่านั้น
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า แผนการปฏิบัติมี 2 ขั้นตอน 1.ป้องกันเหตุร้ายแรง จะมีการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีการพกพาอาวุธ และมีกำลังพร้อมดูแลสถานที่ราชการ ป้องกันไม่ให้มีการปะทะของกลุ่มมวลชน และให้ความปลอดภัยประชาชนที่มาชุมนุม โดยตรวจพื้นที่ต่างที่ที่มีข้อมูลข่าวสารว่าจะมาชุมนุม และดูแลเส้นทางชุมนุมให้มีความปลอดภัย
2.ขั้นตอนคลี่คลายสถานการณ์ ปฏิบัติเฉพาะเมื่อมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นหรือมีความพยายามฝ่าฝืนข้อกำหนด เจ้าหน้าที่จะชี้แจงให้ผู้ชุมนุมเข้าใจในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ขอร้อง หากมีการฝ่าฝืนคงต้องดำเนินการจากเบาไปหาหนัก คือ เจรจา ผลักดัน ควบคุมแกนนำ ยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งทุกขั้นตอนจะมีการชี้แจงให้ผู้ชุมนุมทราบก่อนล่วงหน้าและให้เข้าใจก่อนทุกขั้นตอน
“จากการประเมินข้อมูลด้านการข่าวของ ศอ.รส. ทำให้ทราบพื้นที่ชุมนุมและเดินทางไป ดังนั้น มีความเป็นห่วงว่าจะมีผู้ไม่หวังดีฉกฉวยโอกาส ขอความกรุณาคือผู้ชุมนุมช่วยกันสังเกตหากมีสิ่งใดผิดปกติ หรือมีกลุ่มบุคคลใดมีพฤติกรรมส่อความรุนแรงให้แจ้งตำรวจทหารที่อยู่ใกล้ ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงวุ่นวายในบ้านเมือง หากผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เชื่อมั่นว่าวันที่ 19 กันยายน คนที่มาร่วมคงมีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง หากคิดทำอะไรขอให้คำนึกถึงผลกระทบความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ ” โฆษกกองทัพบก กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับจุดที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ 5 จุด คือ ทำเนียบรัฐบาล แยกสี่เสาเทเวศร์บริเวณบ้านพัก พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมตรีและรัฐบุรุษ สำนักงานคณะกรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รัฐสภา และพระราชวังสวนจิตรลดารโหฐาน นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังในสถานที่ราชการสำคัญต่างๆ ส่วนพื้นที่นอกเหนือการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จะใช้กฎหมายตามปกติและใช้ตำรวจเป็นหลัก ทั้งนี้ กองทัพบกมีการเตรียมกำลังส่วนหนึ่งไว้ในหน่วยที่ตั้ง หากมีการร้องขอก็สามารถนำไปช่วยเหลือตำรวจในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้ ส่วนกำลังทหารที่เพิ่มมากขึ้นกว่าทุกครั้งแล้ว อย่าวิตกเป็นการเตรียมป้องกัน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเรื่องการชุมนุมบริเวณเขาพระวิหาร เพราะมีทั้งผู้ที่พอใจและไม่พอใจต่อการไปทวงคืนพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร นายกฯเน้นย้ำว่าจะยอมให้คนไทยปะทะกันไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการ มีการแบ่งความรับผิดชอบแล้วชัดเจนพื้นที่ทั่วไปเป็นหน้าที่ทางจังหวัดและตำรวจ ส่วนทหารดูแลตามแนวชายแดน เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ไปชุมนุมประมาณ 2,000 คน
รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีได้มีการสอบถามมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการอย่างไรทั้งในช่วงการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน และช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยออกเดินทางในวันที่ 20 กันยายนนี้ โดย พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ตอบนายกรัฐมนตรีว่า กองทัพบกมีมาตรการดำเนินการจากเบาไปหาหนัก และมีมาตรการเตรียมพร้อมในการดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ
ทั้งนี้ มีการเตรียมกำลังไว้ในสถานที่ราชการสำคัญ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรง โดยพล.อ.อนุพงษ์ ได้ให้ความมั่นใจกับนายกรัฐมนตรีว่าสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้ อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมมีการซักถามขึ้นมาว่า
“ ในช่วงนายกรัฐมนตรีเดินทางไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ ใครจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการภาพรวมทั้งหมด ” โดยนายกรัฐมนตรีตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “ ช่วงที่ผมไม่อยู่ท่านรองนายกฯสุเทพก็มีอำนาจเต็มสั่งการทุกอย่างเหมือนที่ผมทำ ทุกคนไม่ต้องห่วง ”
มีรายงานว่า ในที่ประชุม กอ.รมน.ได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยกองทัพบกได้รายงานว่าในการดูแลความสงบของกลุ่มผู้ชุมนุมจะจัดกำลังจาก กองร้อยปราบจลาจล กองบังคับการตำรวจภูธร ภาค 3 และ ส่วนหนึ่งจะแบ่งกำลังไว้ในการดูแลบริเวณบ้านรับรองของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นอกจากนั้น จะมีการขอกำลังเสริมจาก จาก กองพลทหารราบที่ 6 เพื่อเสริมหากกำลังตำรวจไม่เพียงพอ
แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์การสู้รบทั้งแนวหน้าและแนวหลังน่าเป็นห่วงพอกัน เพราะฝั่งกัมพูชาเองตอนนี้ก็มีการเสริมกำลังโดยใช้เงื่อนไขข่าวลือเรื่องทหารไทยสังหารและเผาวัยรุ่นกัมพูชาในการทำให้กำลังพลฮึกเหิม ในขณะที่แนวหลัง ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน เราก็พยายามสร้างความเข้าใจ ซึ่งผู้ชุมนุมก็เข้าใจและยอมไปชุมนุมในที่ที่เราแนะนำ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่เราก็พยายามชี้แจงว่าอย่าไปเคลื่อนไหวต่อต้านเพราะภาพจะออกมาว่าคนไทยทะเลาะกันเอง ซึ่งชาวบ้านก็รับปากว่าถ้าผู้ชุมนุมไม่ไปยุ่ง ก็จะไม่ออกไปเคลื่อนไหวต่อต้าน
“ คิดว่าการเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนคงทำไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตและอันตราย โดยเฉพาะช่องทางเดินธรรมชาติ ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าไป เนื่องจากอันตราย และเสี่ยงต่อการถูกกับระเบิด ” แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุ
"นายกฯ"เรียกประชุมกอ.รมน.เช็คความพร้อมรับมือเสื้อแเดง
เมื่อเวลา 16.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมกอ.รมน.โดยมีผู้นำเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการผบ.ตร. ร่วมประชุมในการเตรียมความพร้อมในช่วงการประกาศใช้พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 18 - 22 ก.ย.ในช่วงที่คนเสื้อแดงจะชุมนุมครบสามปีเหตุการณ์ 19 ก.ย. 2549
จากนั้นเมื่อเวลา 18.35 น.นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมว่า เป็นการเตรียมความพร้อม แต่ที่สำคัญกว่าคือการไม่ประมาท เป้าหมายคือการรักษาความสงบเรียบร้อย รักษากฎหมาย แนวปฏิบัติคือยึดหลักสิทธิเสรีภาพ และการใช้แนวทางเจรจาไม่ให้เกิดการละเมิดกฎหมาย นอกจากนั้นยังให้ตรวจสอบความพร้อมทุกเรื่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น อุปกรณ์ต่างๆ
เมื่อถามว่า ได้กำหนดบุคคลที่เข้ารับผิดชอบไว้อย่างไร นายกฯกล่าวว่า มีการกำหนดโครงสร้างการวางอัตรากำลังพลต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถามว่า รัฐบาลวางโครงสร้างให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว มันจะส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใส่เกียร์ว่างในการทำหน้าที่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่ตนย้ำคือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ฉะนั้นไม่มีกรณีใดๆที่จะทำตัวเหนือกฎหมายได้ ส่วนการปฏิบัติภายใต้กฎหมายหากเกิดปัญหาขึ้นมานั้น แต่มันเป็นการปฏิบัติตามนโยบาย ฝ่ายนโยบายจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกฎหมายที่เป็นกฎหมายพิเศษจะมีระดับการคุ้มครองเจ้าหน้าที่
เมื่อถามว่า รักษาการผบ.ตร.ระบุว่าบช.น.เป็นผู้รับผิดชอบการชุมนุมทั้งหมด โดยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีส่วนรับผิดชอบ นายกฯกล่าวว่า ไม่หรอก จริงๆแล้วใครที่ทำผิดกฎหมายจะโอนความรับผิดให้คนอื่นคงไม่ได้ การคุ้มครองโดยกฎหมายแม้จะเป็นกฎหมายพิเศษก็ต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามแนวทางที่ควรปฏิบัติ เมื่อถามว่า การวางแนวทางต่างๆไว้รองรับการชุมนุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีความสบายใจในการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนไปทำหน้าที่สำคัญในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไทยในการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีภารกิจการประชุมใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการแปรปรวนของภูมิอากาศ และไปทำหน้าที่ประธานอาเซียนในการประชุมกลุ่มประเทศ จี -20 เพื่อประโยชน์ในการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศอาเซียนที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนั้นยังไปทำกิจกรรมเสริมความเชื่อมั่นในการค้าและการลงทุน ฉะนั้นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้จะสามารถดูแลสถานการณ์ในประเทศให้เรียบร้อยได้ และจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้ประเทศอีกด้วย
เมื่อถามว่าเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วคิดว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่อาจทำให้นายกฯยุติการเดินทางได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า หน้าที่ของตนที่ต้องดำเนินการให้ทุกอย่างเรียบร้อยและเดินทางไปได้ เพราะประโยชน์ทั้งหมดเพื่อประชาชนและประเทศ เมื่อถามว่า นายกฯจะเดินทางไปต่างประเทศแน่นอนหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ต้องเดินทางเพราะตั้งใจเดินทางแน่นอน และต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อย เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะได้กลับประเทศหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มั่นใจ เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายกฯเดินทางไปต่างประเทศจะเกิดสูญญากาศทางอำนาจหรือไม่ นายกฯกล่าว่วา ไม่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณรอง นายกฯจะเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อ นายกฯกล่าวว่า ยังคงประเมินยาก เพราะขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการชุมนุม ซึ่งแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคงจะประเมินและตัดสินใจในการเคลื่อนไหว ตนย้ำว่าการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะละเมิดสิทธิ แต่จะช่วยดูแลการชุมนุมให้มีความเรียบร้อย ฉะนั้นขอให้การใช้สิทธิในการแสดงออกอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เมื่อถามว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อ การบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อไปนั้น ครม.ต่ออายุได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ครม.สามารถต่ออายุได้
หวั่นพธม.ชุมนุมที่เขาพระวิหาร จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มพันธมิตรฯกำลังเข้าไปในพื้นที่ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารที่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างไทย - กัมพูชา ขึ้นอีกครั้ง ว่า ได้หารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วและได้วางแนวทางไว้แล้ว สิ่งสำคัญต้องพยายามทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการปะทะกันในระหว่างคนไทยกันเอง และไม่ต้องการสร้างปมให้เป็นเงื่อนไขให้เป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพราะจะไม่เป็นผลดีกับไทย
เมื่อถามว่ากัมพูชาเตรียมการรับมือและพร้อมสลายการชุมนุมในพื้นที่ไว้แล้ว นายกฯกล่าวว่า ตนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานไปยังกัมพูชาเพื่อทำความเข้าใจ เพราะสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันคือระมัดระวังไม่ให้เกิดความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย เมื่อถามว่า ต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ควบคุมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “ยังครับ” เมื่อถามว่าตอนนี้มีการแจกใบปลิวปลุกระดมให้ประชาชนไปร่วมชุมนุมกันแล้ว นายกฯกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะไปทำความเข้าใจ
ทำเนียบฯเตือนหน่วยงานในสังกัดเก็บเอกสารสำคัญแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีการแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆของทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ทราบถึงกรณีที่จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองมาชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการเคลื่อนตัวขยายวงมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นจึงขอให้ทุกหน่วยงานได้รวบรวมและเก็บเอกสารสำคัญทางราชการไปไว้ในที่ที่ปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังได้ประสานงานไปทางตำรวจนครบาลและกทม. ให้ตรวจความพร้อมการใช้งานของกล้องวงจรปิด ที่ติดอยู่ตามจุดต่างๆโดยรอบทำเนียบรัฐบาลให้เรียบร้อย ขณะที่ตำรวจนครบาลได้ส่งรถซึ่งติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่มาจอดประจำการอยู่ที่บริเวณประตูทำเนียบ ที่อยู่ติดกับตึกสันติไมตรี พร้อมกับได้จัดเตรียมอุปกรณ์กีดขวาง เช่น แท่งปูน รั้วลวดหนาม ที่จะดำเนินการติดตั้งในช่วงเย็นของวันที่ 18 ก.ย.นี้ พร้อมๆกับการเคลื่อนกำลังของกองกำลังผสม เข้ามาประจำภายในทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้ยังได้เตรียมการปรับเส้นทางจราจรภายในทำเนียบรัฐบาล โดยให้เข้า-ออก ได้เพียงประตูสะพานอรทัย และ ประตูสะพานมัฆวานรังสรรค์เท่านั้น ส่วนการเข้ามาด้านในทำเนียบรัฐบาลนั้น จะเข้า-ออก ได้เพียงประตู 1 ประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 18 ก.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในช่วงบ่ายวันนี้ (17 ก.ย.) ทางทำเนียบรัฐบาล ได้ติดตั้งประตูรั้วเหล็กแบบถาวร ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่ต้องใช้เครื่องกีดขวางแบบเดิม ที่บริเวณประตูเข้า-ออก ทำเนียบรัฐบาล คือ ด้านสะพานชมัยมรุเชษฐ สะพานอรทัย สะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วย



