ข่าว

ส่งออกกระเตื้องส.ค.ติดลบแค่18%สูงสุดรอบ10เดือน

ส่งออกกระเตื้องส.ค.ติดลบแค่18%สูงสุดรอบ10เดือน

17 ก.ย. 2552

ส่งออกเดือนสิงหาคมสูงสุดในรอบ 10 เดือน ตัวเลขยังติดลบ 18.4% ส่วนช่วง 8 เดือนลดลง 23.1% พาณิชย์ยังยืนเป้าทั้งปีติดลบ 15-19% มั่นใจปี 2553 พลิกเป็นบวกเกิน 10% หลังเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว คำสั่งซื้อสินค้าเริ่มทยอยเข้า

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขส่งออกในเดือนสิงหาคม 2552 ว่า มีมูลค่า 13,280.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 10 เดือน และเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีอัตราลดลง 18.4% แต่เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกันนี้ ขยายตัวดีขึ้น 2.9% โดยสินเค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสำคัญมีการส่งออกลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ขณะที่การส่งออกกุ้งแช่แข็งและแปรรูปยังคงขยายตัวต่อเนื่อง การส่งออกในช่วง 8 เดือนแรกปี 2552 มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 94,396.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 ส่วนตัวเลขการนำเข้าเดือนสิงหาคมมีมูลค่าทั้งสิ้น 11,201.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 32.58% โดยสินค้าที่มีการนำเข้าลดลง ได้แก่ กลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง สินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป กลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค กลุ่มสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง ขณะที่การนำเข้าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าการนำเข้าทั้งสิ้น 80,619.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 34.6% ทำให้ไทยเกินดุลการค้าเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 2,079.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกินดุลการค้าในรอบ 8 เดือนแรกตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ทั้งสิ้น 13,776.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 "เท่าที่ประเมินภาพรวมการส่งออกในปีนี้ เชื่อว่าตัวเลขการส่งออกทั้งปียังคงอยู่ที่เป้าเดิม คือ ติดลบ 15-19% แต่หากสามารถทำให้ติดลบลดลงเหลือ 10% ก็เป็นเรื่องที่ดี และยังมั่นใจว่าเป้าหมายตัวเลขการส่งออกในปี 2553 น่าจะขยายตัวเป็นบวกเกิน 10% อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยหนุน คือ เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว คำสั่งซื้อสินค้าไทยเริ่มกลับมา และน่าจะส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้เกินกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ" นายศิริพลกล่าว

 นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า กิจกรรมที่กรมจะดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังมีอีก 42 โครงการ โดยจะแบ่งเป็นงานนานาชาติในประเทศ 3 งานใหญ่ รวมทั้งจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศอีก 15 งาน รวมทั้งบุกตลาดใหม่อีก 3 แห่ง ได้แก่ มาเก๊า เสิ่นเจิ้น สิบสองปันนา ซึ่งภาคเอกชนในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมีการเสนอปัญหา คือ ต้องการให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคอยู่ให้น้อยลง รวมถึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้