ข่าว

รัฐเมินข้อเสนอ“ญี่ปุ่น” เชื่อมไฮสปีดเทรนอยุธยา

รัฐเมินข้อเสนอ“ญี่ปุ่น” เชื่อมไฮสปีดเทรนอยุธยา

25 ก.ค. 2560

รัฐเมินข้อเสนอ“ญี่ปุ่น” เชื่อมไฮสปีดเทรนอยุธยา

 

โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) หลายเส้นทางที่มีแผนจะเปิดประมูลในปีนี้ หนึ่งในนั้นคือ เส้นทาง กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 1.52 แสนล้านบาท เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา ที่รัฐให้มองว่าจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทย จากเส้นทางที่ผ่านเมืองอุตสาหกรรมสำคัญ   

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดถึงกรณีญี่ปุ่นเสนอให้ขยายโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ไปจนถึงอยุธยาว่า สนข. และญี่ปุ่นยังไม่ได้หารือประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม เนื่องจากระดับนโยบายไม่ได้สั่งการให้เดินหน้าหารือต่อ เบื้องต้นคาดว่าเป็นเพราะโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง เดินหน้าไปมากแล้ว และข้อเสนอดังกล่าวยังซ้ำซ้อนกับเส้นทางอื่น

“เข้าใจว่าที่เราไม่ได้ตอบรับ เพราะเราเดินหน้ากระบวนการรัฐเอกชนร่วมลงทุน (PPP) จนใกล้เสร็จแล้ว ข้อเสนอมันช้าไป เข้าใจว่าถ้าทำตามข้อเสนอดังกล่าวจะต้องหยุดและต้องรื้อพีพีพีเก่าทิ้งหมด และถ้าทำอย่างนั้นก็มีปัญหาอีกว่า ช่วงกรุงเทพฯ-อยุธยา จะต้องมีปัญหาซ้ำซ้อนกัน3โครงการ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-โคราช และอยุธยา-ระยอง ทำให้มูลค่าการลงทุนโครงการแพงขึ้นไปอีก” นายชัยวัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารสามารถเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากอยุธยา ไประยองได้อยู่แล้ว โดยเปลี่ยนขบวนที่สถานีกลางบางซื่อ ดังนั้นจึงไม่น่ามีปัญหาใดๆ 

สำหรับปัจจุบันรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง อยู่ในขั้นตอนการเสนอขออนุมัติโครงการเพื่อเปิดประมูลแบบพีพีพี และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก็ศึกษาการขยายเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง เชื่อม3ท่าอากาศยาน ซึ่งตอนนี้การศึกษาคืบหน้าไปกว่า 75% แล้ว คาดว่าโครงการดังกล่าวอาจเปิดประมูลได้ภายในปีนี้และได้เอกชนที่ชนะประมูลภายในกลางปี 2561 เพราะขั้นตอนพีพีพีจะใช้ระยะเวลาประมาณ 9 เดือน

ด้านโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 211 กิโลเมตร วงเงิน 9.4 หมื่นล้านบาท อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุมัติโครงการเพื่อเปิดประมูลแบบพีพีพี คาดว่าจะเปิดประมูลและได้ผู้รับเหมาในช่วงเดียวกับเส้นทางแรก 

สำหรับการจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่2ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JIC) ขณะนี้ พบว่าฝ่ายญี่ปุ่นต้องใช้งบประมาณศึกษา และเก็บข้อมูลจำนวนหลายล้านบาทเพื่อให้ได้รายละเอียดที่แม่นยำ

สนข. จึงขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนเงินประมาณเพิ่มเติม เพราะ สนข. ไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทางไจก้าจึงเตรียมหารือกับรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อขอวงเงินศึกษาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาการจัดทำแผน ซึ่งกำหนดว่าจะต้องแล้วเสร็จภายใน 2 ปี 

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯ ที่มีนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน หารือเรื่องการโอนหนี้สินและทรัพย์สินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน60,815ล้านบาท ระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพิ่มเติม

เนื่องจาก กทม. ขอให้รัฐบาลช่วยอุดหนุนวงเงินในการรับโอนทรัพย์สินและหนี้สินจาก รฟม. ทั้งหมด แต่ คจร. เห็นว่า กทม. ควรมีส่วนลงทุนบ้าง เพราะเป็นเจ้าของโครงการและหน่วยงานในท้องถิ่น

คณะอนุกรรมการฯ จึงจะเชิญกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และ กทม. เข้าหารือว่ากระทรวงการคลังและ กทม. จะแบ่งสัดส่วนการจ่ายวงเงิน 60,815 ล้านบาทให้ รฟม. อย่างไร เช่น อาจรับภาระฝ่ายละครึ่ง หรือตามที่ตกลง โดยเรื่องนี้คงต้องได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพราะรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงสำโรง-สมุทรปราการ ใกล้แล้วเสร็จและวางแผนจะเปิดให้บริการในปี 2561

อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก กทม. ไม่พร้อมลงทุนหรือไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องวงเงินได้ ก็มีโอกาสที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอขอแก้ไขมติ คจร. เพื่อให้เปลี่ยนเจ้าของโครงการจาก กทม. เป็น รฟม. ตามเดิม 

นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็น ครั้งที่1โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบการจราจรและขนส่งอัจฉริยะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (intelligent transportation system -ITS) วานนี้ (24 ก.ค.) ว่า สนข. ได้ศึกษาระบบ ITS เป็นระยะเวลา 8 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาและจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. นี้ จากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) พิจารณาเพื่อใช้เป็นแผนแม่บทสำหรับทุกหน่วยงานต่อไป

โดยที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ก็พัฒนาระบบ ITS ของตัวเอง เช่น กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ติดตั้งระบบจีพีเอสบนรถโดยสารสาธารณะเพื่อดูแลความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจจับผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีการบูรณาการในภาพรวม แผนดังกล่าวจึงจะกำหนดแนวทางการพัฒนา ITS ของประเทศในภาพรวมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งเรื่องการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและงบประมาณการลงทุน

โดยแผนแม่บทจะเน้นเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพถนน ยานพาหนะ และผู้ขับขี่เพื่อใช้ในการบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาจราจร การเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งนำพลังงานอื่นๆ มาใช้ในระบบขนส่ง เช่น พลังงานไฟฟ้า 

เบื้องต้นจะจัดทำโครงการนำร่องตามแผนแม่บท 3 ส่วน โครงการแรกจะเน้นการบริหารจัดการข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรให้ทันถ่วงที เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน หรือน้ำท่วมถนน

โครงการที่ 2 จะเน้นศึกษาพฤติกรรมผู้ขับขี่ว่าการฝ่าฝืนหรือกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ โดยอนาคตจะติดตั้งกล้องอัจฉริยะที่สามารถระบุทะเบียนรถที่กระทำความผิดได้ทันที และโครงการที่ 3 จะจัดทำป้ายบอกทางอัจฉริยะเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ขับขี่ตัดสินใจใช้เส้นทางที่ดีที่สุด เช่น เส้นทางที่ใช้เวลาน้อยที่สุด รวมถึงทางเลี่ยงทางลัด โดยจะนำร่องที่ จ.นนทบุรีก่อน เพราะมีผู้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ จำนวนมาก

นายอำพล การุณสุทนทวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการขนส่งและจราจร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า แผนแม่บท ITS ระยะ 10 ปี ตั้งเป้าว่าภายใน 2579 ระบบ ITS จะช่วยเพิ่มความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ในเขตกรุงเทพฯ ในชั่วโมงเร่งด่วนจาก 22.30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 28.96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดจำนวนอุบัติเหตุบนถนนลงได้ 50% , ลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง 50% คือลดจาก 0.3 เป็น 0.15 ครั้งต่อการเดินทาง 100 ล้านคัน-กิโลเมตร และยังจะช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชนให้เพิ่มขึ้นเป็น 55.72% จากปัจจุบันอยู่ที่ 31.28%