“จับตาทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง"ผวาส่งออกไทยซึมยาว 20 ปี
“จับตาทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง"ผวาส่งออกไทยซึมยาว 20 ปี
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า แนวโน้มภาคการส่งออกของไทยน่าจะซึมยาวไปอีก 20 ปี แม้ในปัจจุบันจะเห็นตัวเลขการส่งออกปรับสูงขึ้นมาก ล่าสุดในเดือนมิ.ย.ตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 11% แต่เป็นการปรับขึ้นจากฐานที่ปรับลดลงมาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับช่วงที่การส่งออกดีๆ นอกจากนี้การส่งออกที่ปรับเพิ่มขึ้น ยังเป็นผลมาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ดีมาจากตัวเราเอง
“การส่งออก และเศรษฐกิจจะซึมยาว หากไม่ทำอะไร เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจเรามีปัญหา จึงต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพราะโครงสร้างที่มีอยู่ทำให้เราสูญเสียศักยภาพการแข่งขันมาเป็นเวลานาน ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน หากไม่มีการปรับโครงสร้าง หันมาใช้เครื่องจักรในส่วนที่ขาดแคลนแรงงาน ภายใน 5 ปีก็คงล้มหายไป เพราะในอนาคตต้นทุนแรงงานส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้น”
สำหรับเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ความจริงค่าเงินบาทไม่ได้มีผลกระทบต่อการส่งออกมาก หรือไม่ใช่ตัวกำหนดว่าการส่งออกจะดีขึ้นหรือไม่ เพราะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนผู้ประกอบการสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ประกอบการไทยไม่มีอำนาจทางการตลาดในการต่อรองราคาสินค้ากับทางประเทศคู่ค้าเลย ดังนั้นไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า สินค้าถูกกดราคาสินค้าอยู่ดี ต่างจากประเทศอื่น ที่หากค่าเงินของเขาแข็งค่า ก็สามารถต่อรองปรับขึ้นราคาสินค้าได้
จากการดูความสัมพันธ์ของค่าเงินบาท และการเติบโตของการส่งออกในหลายปีที่ผ่านมา พบว่าค่าเงินแทบจะไม่มีผลต่อการส่งออก ในช่วงที่ค่าเงินอ่อน การส่งออกก็ไม่ได้เติบโตสูง แต่บางปีค่าเงินบาทแข็งค่า การส่งออกกลับเติบโต ดังนั้นการส่งออกจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า หรือความต้องการของตลาดมากกว่าค่าเงิน
ทั้งนี้นอกจากเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป มีการลงทุนด้านทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีแล้ว ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลก็เป็นความเสี่ยง แม้ว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายให้มีการจัดทำแผนพัฒนาประเทศระยะ 20 ปีซึ่งแก้ไขไม่ได้ แต่ในรายละเอียด รัฐบาลชุดต่อไปอาจจะไม่ทำก็ได้
เฉลิมพงษ์ คงเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก และทำให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้ในระดับ 3.5-3.6%
ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการลงทุนของภาครัฐที่เป็นกลไกสำคัญ คาดว่าจะขายตัว10-11% รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.2% และการส่งออกเริ่มดีขึ้นคาดว่าจะขายตัว5.2%
“ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยอันดับแรกคือ การใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนไม่ได้เพิ่มขึ้น หากในช่วงที่เหลือของปีการใช้จ่ายภาครัฐไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ก็จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือเติบโตในกรอบล่าง คือ 3.4%”
นอกจากนี้ยังต้องติดตามทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันไทยยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วย เพราะการส่งออกที่ดีขึ้น มาจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ดีขึ้น
ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ “เอดีบี” มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะดีขึ้น โดยเอดีบียังคงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่3.5 % ขณะที่ปี 2561 ขยายตัว3.6 %โดยให้น้ำหนักที่การลงทุนภาครัฐเป็นหลัก ประกอบกับ การส่งออกกลับมาขยายตัวดีตามปัจจัยหนุนต่างประเทศ การค้าโลกที่ฟื้นตัวขึ้น
ทั้งนี้การลงทุนภาครัฐมีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย เพราะแม้การลงทุนเอกชนดีขึ้น แต่ก็ยังเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะมีกำลังการผลิตเหลืออยู่ แต่หากการส่งออกดีขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจจะทำให้การลงทุนเอกชนตามมา นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลหลายอย่างก็อาจจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนในระยะยาวดีขึ้น
“นโยบายของภาครัฐหลายอย่าง เช่น ไทยแลนด์ 4.0 และอีอีซี (EEC) ในมุมมองของต่างชาติมองว่าน่าสนใจมาก ใครเข้ามาก็ถามในเรื่องนี้ ซึ่งเราเห็นด้วยว่าภาครัฐมาถูกทางแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การลงมือทำ ว่าทำอย่างไรจะทำให้ได้ตามแผน และทำได้เร็ว ซึ่งหากทำได้จะทำให้มีการลงทุนตามมา”
สำหรับปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกนั้น ทั้งเอดีบี และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)มองว่าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเริ่มลดลงแล้ว เนื่องจากปัญหาในยุโรปเริ่มคลี่คลาย
ลัษมณ บอกว่า อีกสิ่งที่สำคัญ คือ การจัดการแรงงานทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและปัจจุบันกำลังขาดแคลนแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรัฐบาลต้องปรับโครงสร้างแรงงานให้เป็นแรงงานที่มีทักษะและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ไม่ใช่พึ่งพิงแรงงานต่างด้าวตลอดไป



