ชงครม.บสย.ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี8หมื่นล.
ชงครม.บสย.ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี8หมื่นล.
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการจัดทำแพ็คเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ด้านการเงิน โดยจะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มวงเงินค้ำประกันจากเดิม 23% เป็น 30% เพื่อผลักดันให้ บสย.ค้ำประกันเงินกู้ได้เพิ่มขึ้นอีก 8 หมื่นล้านบาท ให้ครบตามเป้าหมาย1แสนล้านบาทภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้มีเงินเข้าไปหมุนเวียนให้กับเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จะเสนอให้ดึงงบจากกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีต่างๆของรัฐบาลประมาณ 1,000 ล้านบาท จากยอดเงินทั้งหมด 3.8 หมื่นล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายใหม่ที่มีอายุการดำเนินงานไม่เกิน 3 ปี หากวงเงินก่อนนี้หมดก็จะเสนอรัฐบาลเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายใหม่เพิ่มขึ้นอีก โดยแพ็คเกจเหล่านี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันนี้ (25 ก.ค.) เมื่อ ครม. อนุมัติแล้วจะดำเนินการในรายละเอียด ซึ่งสมาคมธนาคารไทย คาดว่าจะเวลา 2-3 สัปดาห์ จึงจะแล้วเสร็จ
“ขณะนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และสมาคมธนาคารไทย กำลังหารือในรายละเอียดว่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้านใดบ้าง เพื่อที่จะให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ซึ่งหาก บสย.ขยายวงเงินค้ำประกันเพิ่ม ก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์หันมาปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีมากยิ่งขึ้น”
นอกจากนี้ ธพว. สสว. และธนาคารพาณิชย์ต่างๆจะเข้าไปร่วมดูแลเอสเอ็มอีให้คำแนะนำด้านการเงิน เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ กระทรวงอุตสาหกรรมจะลงไปให้ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับการผลิตและการตลาดปรับปรุงสินค้าให้มีนวัตกรรม และเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และความรู้ต่างๆที่กล่าวมานี้ จะทำให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง
“โดยธนาคารพาณิชย์ต่างๆจะเข้าไปร่วมกับศูนย์ภูมิภาคทั้ง 11 ศูนย์ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ยกระดับขึ้นเป็นศูนย์สนับสนุนฟื้นฟูธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีครบทุกด้านทั้งด้านการเงิน และความรู้เทคโนโลยีด้านการผลิตใหม่ๆ
นอกจากนี้ ศูนย์ภูมิภาคเหล่านี้จะจัดพื้นที่ และเครื่องมือ เครื่องจักรต่างๆ ห้องทดลองทดสอบ เพื่อเป็นพื้นที่ให้เอสเอ็มอีพัฒนาสินค้าต้นแบบใหม่ๆ รวมทั้งจะร่วมกับองค์กรต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อนำความรู้ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามาให้ความรู้กับเอสเอ็มอีไทย”
นายอุตตม กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในช่วงปลายเดือนนี้ จะหารือในเรื่องการแปรรูปอุตสาหกรรมการเกษตร และบริการสุขภาพในพื้นที่ อีอีซี โดยจะเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มผลไม้ ที่เป็นสินค้าหลักที่สำคัญในภาคตะวันออก โดยจะให้การส่งเสริมทั้งในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต และการแปรรูป รวมทั้งส่งเสริมให้มีการส่งออกเพิ่มขึ้น
“ในพื้นที่ อีอีซี ไม่ได้ประกาศเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งหมด พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นภาคการเกษตร จึงต้องเร่งพัฒนาผลผลิตเหล่านี้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของ อีอีซี ลงสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้าน เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับนักลงทุนที่สนใจ เพื่อให้ทั้งภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม เติบโตไปได้พร้อมๆกัน”



