ข่าว

คลอดแล้วมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรอบแรก

คลอดแล้วมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรอบแรก

25 ก.ค. 2560

คลอดแล้วมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรอบแรก

 

รายงานข่าวจากกรมบัญชีกลาง ระบุว่า วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท  ในจำนวนนี้จะถูกกันออกมาประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าน้ำ ค่าไฟ รถโดยสารประจำทาง รถไฟ ซึ่งจะครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านคน ที่จะได้เงินช่วยเหลือในส่วนนี้ ส่วนเงินงบประมาณที่เหลือคาดว่าจะนำไปใช้ในส่วนร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัด 

สำหรับบัตรที่จะแจกให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ภายในบัตรจะมีวงเงินอยู่ 2,750 บาทต่อเดือน แบ่งเป็นค่ารถไฟ 200 บาทต่อเดือน, ค่าน้ำ 150 บาทต่อเดือน, ค่ารถเมล์ ขสมก. 600 บาทต่อเดือน, รถไฟ 1,000 บาทต่อเดือน และค่ารถ บขส. 800บาทต่อเดือน

ส่วนวิธีการจ่ายเงินตามยอดของผู้ใช้บัตร กรมบัญชีกลางจะเชื่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดค่าใช้จ่ายตามจริง หลังจากนั้นกรมบัญชีกลางก็จะโอนที่มีการใช้จ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาร่วมในโครงการสวัสดิการในแต่ละเดือน ส่วนผู้ที่ใช้วงเงินไม่ครบตามจำนวนที่ให้ในบัตร ทางกรมฯ จะไม่ยกยอดส่วนที่เหลือไปสมทบในเดือนถัดไป แต่จะเริ่มวงเงินใหม่คือ 2,750 บาทต่อเดือน ทั้งนี้เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนมียอดการใช้จ่ายเป็นอย่างไร 

 นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา โดยมาตราารดังกล่าวเป็นมาตรการรอบแรกเท่านั้น โดยจะเริ่มแจกบัตรให้กับผู้มีสิทธิ์ได้ภายในเดือนต.ค.2560

นอกจากกระทรวงคลัง เตรียมที่จะเสนอเพิ่มมาตรการรอบสอง จะเป็นมาตรการเพิ่มเติมให้สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี และ มาตรการเพิ่มเบี้ยยังชีพให้แก่คนชราที่มีรายน้อย แต่ทั้งสองมาตรการนี้ จะต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์ของผู้ที่มาลงทะเบียนว่า เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตรงกับที่กำหนดหรือไม่ เพื่อกำหนดวงเงินความช่วยเหลือเบื้องต้นพบเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี มีอยู่ประมาณ 4 ล้านราย จากจำนวนผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด 14.1 ล้านราย

นายสมชัย กล่าวว่าในหลักการที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในส่วนนี้กระทรวงการคลัง จะใส่เงินให้กับผู้มีรายได้น้อยให้เต็ม 3 หมื่นบาทต่อปี แต่จะเป็นลักษณะการทยอยจ่าย โดยผู้มีรายได้น้อยที่รับเงินเพิ่มดังกล่าว จะต้องยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากรด้วย พร้อมกับจัดให้มีการอบรมฝึกอาชีพประกอบไปด้วย เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยกลุ่มนี้ ส่วนการเพิ่มเบี้ยคนชรา กระทรวงคลังก็จะเพิ่มเบี้ยมากกว่าที่ได้รับปัจจุบัน แต่ต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าเป็นคนชราที่จนจริงๆ 

สำหรับแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้หนี้นอกระบบของคนไทยเป็นศูนย์ภายในปีนี้ จากปัจจุบันจำนวนผู้เป็นหนี้นอกระบบที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยมีอยู่ประมาณ 1.3 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ได้เข้าไปช่วยเร่งแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ผมได้ให้นโยบายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันผลักดันแก้ไขปัญหาในเชิงรุก ที่ผ่านมาเราจะรอให้ลูกหนี้เดินเข้ามาเพื่อขอให้ช่วยเหลือ แต่ระยะจากนี้ เมื่อทุกจังหวัดมีข้อมูลลูกหนี้นอกระบบ ก็ให้เดินหน้าไปหาผู้ที่เป็นหนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือทันที ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้หนี้นอกระบบของคนไทยเป็นศูนย์ภายในปีนี้”

นอกจากนี้ ยังจะขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และ หน่วยงานในจังหวัด จัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรายจังหวัด เพราะแม้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้ดี แต่เมื่อมองเป็นรายจังหวัด อาจจะเห็นว่ายังไม่สามารถขยายตัวได้มากนัก 

นอกจากนี้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวทางการเก็บภาษีลาภลอย ว่า ในอีก 2-3 สัปดาห์กระทรวงคลัง จะเสนอให้ ครม.พิจารณา โดยแนวทางการเก็บภาษี คือ จะเก็บจากมูลค่าเพิ่มของที่ดิน และสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากโครงการรัฐที่มีราคาสูงขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้ตารางวาละ 1 แสนบาท พอโครงการรัฐผ่านทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้น ตารางวาละ 4 แสนบาท

ดังนั้นหากมีการขายที่ดินเพื่อทำกำไร เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีให้รัฐ 5% จากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น โดยจะกำหนดมูลค่าของสินทรัพย์ที่จัดเก็บว่าต้องเกินว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนทั่วไป