
"เอมยันได้หุ้นชินคอร์ปโอ๊คด้วยความสุจริต
"เอม"พินทองทา เสียงสั่น น้ำตาซึม กลางศาล เบิกความยันได้หุ้นชินคอร์ป ฯ จากโอ๊ค พี่ชาย มาด้วยสุจริต หวังประสบความสำเร็จธุรกิจ แต่เจอพิษการเมืองโดนคดี คตส. อายัดทรัพย์ เชื่อความยุติธรรมยังมีในโลก ปัด พ่อ ไม่มีเงินแสนล้านซุกอังกฤษ ขณะที่ หญิงอ้อ เผย
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 17 ก.ย.52 เวลา 10.00 น. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ สินของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว รวมทั้งผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินรวม 22 คน มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
โดยวันนี้น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะผู้คัดค้านการอายัดทรัพย์สินคดีนี้ เดินทางมาพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย นายบรรพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน โดยมีสีหน้าแจ่มใส
ขณะที่น.ส.พินทองทา เบิกความต่อศาลว่า พยานมีทรัพย์สินซึ่งถูกอายัดทรัพย์ในคดีนี้รวม 23,529,800,000 บาทเศษ โดยทรัพย์สินของพยานมีเงินฝาก 6 บัญชี ประกอบด้วยธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาซอยอารีย์และสาขาราชวัตร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา สำนักรัชโยธิน และส่วนที่เป็นหลักทรัพย์กองทุนเปิดธนาคารไทยพาณิชย์ อีกจำนวน 218,800,000 บาทเศษ โดยทุกบัญชีดังกล่าวมีชื่อพยานเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนเรื่องการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พยานซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวมาจากนายพานทองแท้ พี่ชาย รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 9 ก.ย. 45 จำนวน 367 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาท รวมเป็นเงิน 367 ล้านบาท ซึ่งพยานชำระค่าหุ้นด้วยเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน โดยเงินที่นำมาซื้อหุ้นเป็นเงินที่คุณหญิงพจมาน มารดา ให้เป็นของขวัญวันเกิดครอบรอบ 27 ปี เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 45 จำนวน 370 ล้านบาท ซึ่งเงินของขวัญไม่มีภาระต้องเสียภาษีเพราะเป็นเงินที่บุพการีมอบให้ และเหตุที่พยานนำเงินของขวัญไปซื้อหุ้นพี่ชายเนื่องจาก มารดาอยากให้พยานนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจ และที่ซื้อขายหุ้นในราคา 1 บาท นั้น เพราะพี่ชายได้ซื้อหุ้นดังกล่าวมาจากพ่อแม่ในราคาเดียวกัน ด้วยความน่ารักของพี่ชายจึงขายแบบไม่คิดเอากำไรน้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ น.ส.พินทองทา เบิกความ นายพานทองแท้ซึ่งนั่งอยู่กับมารดา ถึงกับยิ้มและหัวเราะกับคุณหญิงหญิงพจมาน ซึ่งสวมแว่นนั่งอยู่ข้าง ที่มีนางกาญจนาภา นั่งฟังการพิจารณาคดีอยู่ด้วย
น.ส.พินทองทา เบิกความต่อว่า ส่วนการซื้อหุ้นจากพี่ชายครั้งที่ 2 เริ่มเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 46 ซึ่งซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ และบริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) รวม 110 ล้านบาท โดยชำระด้วยเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน เช่นกัน และได้จนทะเบียนรับโอนหุ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยการซื้อขายหุ้นดังกล่าวพยานมอบให้นายกาญจนาภา เป็นผู้จัดการเรื่องเอกสารและแสดงหลักฐานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และในการซื้อขายหุ้นบริษัทพยานไม่เคยใช้สิทธิผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีและการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแต่ได้มอบฉันฑะให้ฝ่ายกฎหมายประชุมแทน ซึ่งเหมือนกับพ่อแม่และพี่ชาย
สำหรับการถือหุ้นบริษัทแอมเพิลริช อินเวส์ตเมท จำกัด (มหาชน) น.ส.พินทองทา เบิกความว่า พยานได้ซื้อหุ้นและเข้าเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริชฯ ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 48 โดยพยานเป็นผู้ถือหุ้น 1 ใน 5 ของบริษัทส่วน 4 หุ้นที่เหลือพี่ชายเป็นผู้ถือและเป็นกรรมการด้วยเช่นกัน ขณะที่บริษัทดังกล่าวมีนางกาญจนาภาเป็นกรรมการด้วย โดยพยานได้เข้ามาเป็นพยานแทนนายเฮนรี่ เลา ลาออกเพราะป่วยเป็นโรคมะเร็ง
สำหรับบริษัทแอมเพิลริชฯ มีทุนจัดตั้งบริษัท 1 เหรียญสหรัฐ โดยไม่ได้ดำเนินกิจการใด ๆ เพียงแต่ถือหุ้นในบริษัทชินคอรป์ฯ ซึ่งวันที่ 4 ม.ค. 49 พยานและพี่ชายในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทชินคอรป์ได้โอนขายหุ้น ให้กับบริษัทแอมเพิลริชฯ จำนวน 164.6 ล้านหุ้น และเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 49 จึงได้นำหุ้นที่บริษัทแอมเพิลริชฯถืออยู่ขายให้กับกองทุนเทมาเส็กฯ ประเทศสิงคโปร์ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยพยานได้รับชำระเงินผ่านในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ฯ สำนักรัชโยธิน ในวันที่ 26 ม.ค. 49 จำนวน 29,696 ล้านบาทเศษ ขณะที่บัญชีดังกล่าวก่อนได้รับชำระเงินพยานมีเงินในบัญชี 1,773 ล้านบาทเศษ ซึ่งไม่ใช่เงินที่ได้จากการขายหุ้น แต่กลับถูก คตส. อายัดเงินในบัญชีไว้ทั้งหมด สำหรับเหตุที่พยานและพี่ชายไม่ได้ขายหุ้นโดยตรงแต่กลับโอนขายให้บริษัทแอมเพิลริชฯ ก่อนเรพาะต้องการให้เงินซื้อขายทั้งหมดยังอยู่ในประเทศไทยตามที่เคยขอคำปรึกษาจากนางกาญจนาภา เนื่องจากถ้าขายโดยตรงกับกองทุนเทมาเส็ก เงินก็จะไปอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
ทั้งนี้เงินปันผลจากการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป ฯ รวม 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2546-2548 รวม 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งพยานนำไปฝากไว้ที่ธนาคารในสิงคโปร์ ซึ่งธนาคารดังกล่าวจะเป็นผู้ดูแลบริหารเงินฝากให้ได้ดอกเบี้ยสูงสุด โดยทั้งเงินปันผลและเงินซื้อขายหุ้นทั้งหมดพยานไม่ได้มอบให้บิดาและมารดาแต่อย่างใด ส่วนที่พี่ชายแบ่งเงินให้กับมารดาเพราะเป็นการชำระหนี้ในการซื้อขายหุ้น
ทั้งนี้การขายหุ้นดังกล่าวเป็นเรื่องพยานและพี่ชายตัดสินใจขายเอง โดยพยานนำเรื่องที่มีตัวแทนจากกองทุนเทมาเส็กมาติดต่อซื้อหุ้นของตระกูลดามาพงษ์ กับนายบรรพจน์ ไปแจ้งให้บิดาและมารดาทราบ ซึ่งบิดาในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจได้ให้คำแนะนำปรึกษา แต่ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจหรือสั่งการให้ขายหุ้น โดยถือเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่จะให้คำปรึกษา
น.ส.พินทองทา ยังเบิกความถึง ภาษีที่ถูก คตส. ตรวจสอบและกรรมสรรพากรเรียกเก็บจากการซ้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ให้บริษัทแอมเพิลริชฯ ว่า กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากพยานและพี่ชายคนละกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเรียกเก็บในฐานะผู้ถือหุ้นแต่ในคดีที่ คตส.อายัดทรัพย์ไว้กลับระบุว่า ทรัพย์ที่ถูกอายัดเพราะพยานและพี่ชายไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ซึ่งพยานเห็นว่าเรื่องดังกล่าวขัดแย้งกันและไม่น่าจะถูกต้อง
น.ส.พินทองทา ยังได้เบิกความถึงทรัพย์สินหลังจากการขายหุ้นว่า นอกจากจะฝากเงินที่ได้จากการซื้อขายหุ้นไว้ในบัญชีหลายบัญชีแล้ว ยังนำเงินไปลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเปิดบริษัทชินวัตร แฟมิลี่ แอสเซท จำกัด ในประเทศอังกฤษ มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ต่อมาพยานได้ขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับบริษัทไทย 4 บริษัท ๆ ละ 25 ล้านบาท ปอนด์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มีการชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด เพราะพยานได้ถูกอายัดทรัพย์สินในคดีนี้ก่อน
นอกจากนี้พยานยังได้นำเงินไปลงทุนในสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในประเทศอังกฤษ โดยพยานและพี่ชายได้เป็นกรรมการ ขณะที่บิดาถือหุ้นอยู่ในสโมสรจำนวน 200,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นเงินที่ขอมาจากมารดา ต่อมาพยาน พี่ชาย และบิดา ได้ขายหุ้นสโมสรฟุตบอล หลังจากนั้นได้นำเงินไปลงทุนในเหมืองเพชรประเทศแอฟริกา โดยให้บิดาซึ่งอยู่ต่างประเทศดูแลบริหารเพราะไม่ต้องการให้บิดาเครียดและจะได้ไม่เหงา
ส่วนที่มีข่าวออกมาว่าบิดามีทรัพย์สินอยู่ในประเทศอังกฤษประมาณ 1แสนล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง หากยังมีทรัพย์สินอยู่ถึงแสนล้านก็คงดี โดยประเทศอังกฤษมีเพียงอพาร์ทเมนต์ ในกรุงลอนดอน ของพยานมูลค่าประมาณ 60-70 ล้านบาท และบ้านที่เป็นชื่อของมารดา มูลค่า 200 ล้านบาท เช่นเดียวกับข่าวที่ระบุว่าบิดามีเครื่องบินส่วนตัวก็เป็นเพียงเครื่องบินเช่าที่เพื่อนนักธุรกิจของบิดาให้ยืมมาให้ ส่วนจะต้องชำระค่าเช่าอย่างไรพยานไม่ทราบ
น.ส.พินทองทา ยังเบิกความถึงความจำเป็นที่จะต้องซื้อหุ้นบริษัทคืนจากบริษัทวินมาร์ค ที่มีนายมามุด มหาเศรษฐีชาวตะวันออกกลาง เพื่อนนักธุรกิจของบิดา เพราะก่อนหน้านั้น บิดาเคยขายหุ้นให้ บ.วินมาร์ค ปี 2542 เนื่องจากขณะจะนำบริษัทในเครือชิน ฯ 5 แห่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ และให้คำมั่นไว้ว่าจะรับซื้อคืน หากไม่ได้นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ครบตามที่ระบุไว้ ดังนั้นเมื่อพยานมีเงินปันผลจากบริษัท จึงนำเงินซื้อหุ้นที่เคยเป็นธุรกิจของครอบครัวกลับมา ระหว่างปี 2547 -2550 มูลค่า 485 ล้านบาทเศษ และที่นายมามุด ทำหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับบริษัทต่อศาลก็เป็นเรื่องจะยืนยันความเป็นเจ้าของ
ทั้งนี้น.ส.พินทองทา ยังเบิกความตอบคำถามศาลด้วยว่า ในการดำเนินธุรกิจของครอบครัว จะมีนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน มารดา ดูแลในชั้นปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดการเอกสาร และทรัพย์สินต่างๆ ภายใต้ความเห็นชอบของบิดาและมารดาซึ่งบิดาและมารดาดูแลนโยบายทั่ว ๆ ไป แต่บิดาและมารดาไม่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นของพยานและพี่ชาย เมื่อศาลถามย้ำว่า หุ้นที่พยานได้มา เป็นหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ใช่หรือไม่ น.ส.พินทองทา กล่าวว่า ไม่ใช่แต่เป็นหุ้นพยานซื้อมาจากพี่ชายที่แบ่งขายให้
น.ส.พิณทองทา เบิกความด้วยว่า ในชั้นไต่สวนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ครั้งแรกตั้งใจให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล แต่หลังจากที่ให้อยู่ในห้องเป็นเวลาถึง 7 ชั่วโมงโดยไม่ให้ทนายความเข้าไปด้วย ซึ่งพยานถูก คตส. ซักถามด้วยคำถาม ซ้ำๆ ทั้งที่พยานได้ตอบไปแล้วแต่คำตอบไม่เป็นที่พอใจตามแบบที่ คตส. ต้องการ ดังนั้นในการถูกเรียกไปครั้งที่ 2 พยานจึงขอใช้สิทธิไม่ให้ถ้อยคำ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องนำข้อมูลมาทำร้ายพ่อแม่ตัวเอง แต่สุดท้ายตัวแทน คตส. ก็ให้เข้าไปในห้องแล้วให้ตนเซ้นต์เอกสารยืนยันว่าไม่ให้ถ้อยคำ พร้อมระบุว่าถ้าไม่เซ็นจะติดคุก และต้องเสียค่าปรับ ตนก็เริ่มรู้สึกกลัว จึงขออนุญาตไปห้องน้ำ แล้วเจอทนายความ จึงแนะนำว่าจบแล้วไม่ต้องเซ็นเอกสารอะไร แต่กลับไปที่ห้องเพื่อแจ้ง คตส. ว่า ขอตัวกลับโดยจะไม่ให้ถ้อยคำใด ๆ อีก ปรากกฏเจ้าหน้าที่มารั้งประตูไว้ พยานจึงบอกกลับว่าเป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือไม่
อย่างไรก็ดีในการไต่สวน น.ส.พินทองทา ยังกล่าวอธิบายต่อศาลด้วยเสียงสั่นเครือว่า ยืนยันว่าซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป ฯ มาจากพี่ชายด้วยความสุจริต เพราะอยากทำธุรกิจส่วนตัว และอยากประสบความสำเร็จทางธุรกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพียงเกมการเมือง เป็นผู้หญิงอายุ 27 ปี ต้องเข้าศาลเป็นเรื่องที่หนักมาก สงสารพ่อแม่ที่ต้องเห็นลูกตัวเองเจออะไรแบบนี้ หวังว่าลึก ๆ จะยังมีความเมตตา และมีความยุติธรรมอยู่ในโลกนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ น.ส.พิณทองทา เบิกความดังกล่าวคุณหญิงพจมาน และนายพานทองแท้ ถึงกับหยิบแว่นตากันแดดสีดำมาสวมทันที โดยคุณหญิงพจมานหยิบผ้ามาเช็ดน้ำตา และภายหลังที่ น.ส.พินทองทา เบิกความเสร็จสิ้นแล้วได้เดินลงจากที่นั่งพยาน ตรงเข้ามาหาคุณหญิงพจมาน และนายพานทองแท้ ซึ่งนั่งเก้าอี้ด้านหลัง ที่นั่งของพยานโดย น.ส.พินทองทา ได้กอดซบคุณหญิงพจมาน พร้อมกับร้องไห้
ขณะที่ก่อนจะเดินทางกลับ คุณหญิงพจมาน ซึ่งเดินประคอง น.ส.พินทองทา มาพร้อมกับนายพานทองแท้ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เมื่อครอบครัวให้การต่อศาลแล้วก็รู้สึกโล่งใจ โดยตนขอเพียงให้ได้รับความยุติธรรมเท่านั้น ขณะที่ น.ส.พินทองทา กล่าวว่า รู้สึกกดดัน แต่ก็โล่งใจ
ทั้งนี้หลังจาก น.ส.พินทองทา ไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ทนายความนำพยานซึ่งเป็นผู้แทนสำนักงานกฎหมาย ที่มีเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ด้วยประมาณ 100,000 บาทเศษ ขึ้นไต่สวนจนแล้วเสร็จ ขณะที่ศาลนัดไต่สวนพยานต่อไปในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น. โดยทนายความเตรียม น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เข้าไต่สวนเพื่อเบิกความเกี่ยวกับนโยบายบริหารประเทศ ของรัฐบาลในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร



