
มติกต.โปร่งใส"ศิริชัย"ชวดปธ.ศาลฎีกาไร้การเมืองแทรก
โฆษกศาลยุติธรรมแจงมติกต.โปร่งใส"ศิริชัย"ชวดปธ.ศาลฎีกาไร้การเมืองแทรกแซง ชี้การดอนสำนวนมีระเบียบข้อกฏหมายระบุไว้
19 ก.ค. 60 นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น นายศิริชัย วัฒนโยธิน ก่อนที่จะยืนลาออกจากประธานศาลอุทธรณ์ และกรณีการกำหนดตำแหน่งใหม่ “ที่ปรึกษาประธานศาลฏีกา” ว่ากรณีที่นายศิริชัย ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเสนอความเห็นของคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) ต่อการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฏีกานั้น ยืนยันว่าเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมและระเบียบคณะกรรมการศาลยุติธรรม ว่าด้วยองค์ประกอบ หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง และวิธีดำเนินงานของคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2554 ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ต. เป็นการประชุมโดยอิสระ เช่น การอภิปราย แสดงความคิดเห็นการออกเสียงลงคะแนน และตีความ ซึ่ง อ.ก.ต. ได้แสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเหมาะสมของนายศิริชัย ในด้านการบริหารจัดการสำนวนคดี
“อ.ก.ต.ได้ให้โอกาสนายศิริชัยชี้แจงถ้อยคำถึง 2 ครั้ง ตลอดจนยังได้ให้โอกาสนายศิริชัยเสนอพยานบุคคลและพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจนสิ้นกระแสความไม่ได้เป็นการรวบรัดซึ่งที่ประชุมออกเสียงลงคะแนนด้วยมติเสียงข้างมากถึง 19 ต่อ 1 ของจำนวนอนุกรรมการที่มาประชุม เห็นว่านายศิริชัยไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา”
ส่วนประเด็นการพิจารณาลงมติของ ก.ต. นั้น ไม่สามารถทบทวนมติได้ ซึ่งในก.ต. ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ , ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวน 12 คน เป็นข้าราชการตุลาการในชั้นศาลฎีกาจำนวน 6 คน ชั้นศาลอุทธรณ์ จำนวน 4 คน และชั้นศาลชั้นต้นจำนวน 2 คน รวมทั้ง ก.ต.จากวุฒิสภาเลือกอีก 2 คน ซึ่งบุคคลดังกล่าวล้วนเป็นผู้ทรงเกียรติและดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่มีบุคคลใดที่จะมาแทรกแซงได้ และการลงมติของ ก.ต. กระทำโดยเปิดเผยสามารถตรวจสอบรายงานการประชุมของ ก.ต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ อันเป็นหลักประกันแก่ข้าราชการตุลาการทุกคนที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม
“แม้การดำเนินงานตามมติของก.ต.ในเรื่องการเลื่อนตำแหน่งจะไม่สามารถทบทวนได้แต่ได้มีการกลั่นกรองข้อเท็จจริงจาก อ.ก.ต. จำนวนถึง 21 คน มาแล้ว หลักการดังกล่าวนี้ศาลยุติธรรม ใช้มาอย่างยาวนานและได้รับการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ไม่อาจทบทวนความเป็นอิสระโดยองค์กรอื่นได้” โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวและว่าเมื่อ ก.ต.ไม่ให้ความเห็นชอบแล้ว เลขานุการ ก.ต. ก็ต้องเสนอผู้ที่มีอาวุโสลำดับถัดไป ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2543
มาตรา 50 จึงไม่เป็นการขัดต่อหลักอาวุโส
นายสืบพงษ์ ยังกล่าวถึง การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในชั้นต้น กับนายศิริชัย ว่า ในการสอบข้อเท็จจริงในชั้นต้น นายศิริชัย มีสิทธิที่จะเสนอข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่และหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มีมูลเป็นความผิดวินัย คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็ต้องเสนอยุติเรื่อง แต่หากมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แม้ภายหลังนายศิริชัยจะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปแล้ว คณะกรรมการก็ยังสามารถดำเนินการทางวินัยสอบสวนหรือพิจารณาลงโทษได้เสมือนผู้นั้นยังมิได้พ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 75
“เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาในชั้น อ.ก.ต. และ ก.ต. ในเรื่องความไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาของนายศิริชัยแล้วโดยมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าเป็นการกระทำผิดวินัย จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของ ก.ต. ที่จะต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการรายอื่น ไม่เช่นนั้นอาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายสืบพงษ์ กล่าวย้ำ
โฆษกศาลยุติธรรม ยังกล่าวยืนยันถึงการกำหนดตำแหน่ง “ที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา" ว่าก.ต.มีอำนาจออกประกาศกำหนดให้มีตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นอีกได้ ซึ่งการกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกานั้น เทียบเท่ากับตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2543 มาตรา 11 วรรคสอง กำหนดว่านอกจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการตามที่ระบุไว้ในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง เช่น ตำแหน่งประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ฯลฯ ก.ต.มีอำนาจออกประกาศกำหนดให้มีตำแหน่งข้าราชการตุลาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นอีกได้
นายสืบพงษ์ กล่าวถึงข้อซักถาม ที่นายศิริชัยอ้างว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ในชั้น อ.ก.ต. ในการแสวงหาข้อเท็จจริงของ อ.ก.ต. 20 คนที่ได้มีการเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นายศิริชัยไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและก็ได้มีการสอบถาม นายศิริชัยว่ามีพยานหลักฐานใด ๆ บ้าง ซึ่งอ.ก.ต.อนุญาตให้พยานเข้ามาทุกปาก มีเพียงพยาน นายศิริชัยที่อ้างแล้วแต่ไม่ได้นำมาเพียง 1 ปาก ตามกำหนดเลยต้องตัดออกไปซึ่งตัวนายศิริชัยเองก็ได้มาให้ถ้อยคำถึง 2 ครั้ง การแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มากกว่าในรายอื่น ๆ ที่เคยมีมา ส่วนที่มีการพาดพิงถึงศาลยุติธรรมนั้น เราจะไม่มีการฟ้องกลับเนื่องจากนายศิริชัยก็เป็นอดีตตุลาการ ที่ได้ทำหน้าที่มาเป็นระยะเวลานาน
โดยในการพิจารณามีการแยกเป็น 2 ประเด็นถึงที่ นายศิริชัยได้อ้างถึงเรื่องบัตรสนเท่ห์ ซึ่งเรื่องนั้นมีการยุติเรื่องไปแล้ว ซึ่ง อ.ก.ต.ก็ไม่ได้หยิบมาพิจารณา อีกประเด็นเป็นเรื่องที่ อนุ ก.ต.ได้หยิบยกเรื่องมาพิจารณานั้น เป็นการหยิบข้อเท็จจริงที่ปรากฎชัดแจ้งขึ้นมาในที่ประชุม อ.ก.ต.คือเรื่องการโอนสำนวนต่างๆที่มีพยานหลักฐานชัดแจ้ง
ส่วนเรื่องการได้มาของพยานหลักฐานได้มาจากที่ประชุม อ.ก.ต.มีหนังสือเรียกพยานหลักฐานไปยังศาลอุทธรณ์ซึ่งก็ปรากกว่าพยานหลักฐานรับกันทั้งสองฝ่ายในเรื่องเพิกถอนการโอนสำนวน ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยอมรับว่ามีจริง ประกอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการโอนสำนวนดังกล่าวมาให้ถ้อยคำ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาตรวจสอบ แต่มาดำเนินการตอนนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องของการแสวงหาข้อเท็จจริงของ อ.ก.ต.ที่นำมาเสนอในช่วงเวลาประเมินความเหมาะสม ซึ่งเรื่องการโอนสำนวนนั้นมีพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 33 ประกอบกับ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชฝ่ายศาลยุติธรรมเรื่องการเรียกคืนสำนวนการโอนสำนวนคดี 2547 เป็นข้อพิจารณาที่นำมาประกอบกัน ว่าหลักสำคัญการเรียกคืนสำนวนจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อองคณะผู้พิพากษาในคดีมีการพิจารณาล่าช้า หรือ การพิจารณาคดีขัดต่อกฎหมาย ขัดแย้งต่อแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา ขัดต่อความเป็นธรรมโดยปราศจากเหตุอันสมควร หรือขัดแนวทางการพิจาณาคดีของศาลนั้นโดยเหตุสมควร หรือกระทบกระเทือนความเป็นธรรม
“ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบก็จะทำเรื่องเสนอผู้มีอาวุโสรองในศาลดังกล่าว ว่ากรณีดังกล่าวสมควรโอนสำนวนและเมื่อมีการทำความเห็นก็จะสามารถสั่งให้คืนสำนวนเมื่อคืนสำนวนแล้ว ก็จะต้องทำการจ่ายสำนวนใหม่ แต่โดยหลักการแล้วทำได้เพียงครั้งเดียว ยกเว้นแต่กรณีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ซึ่งเหตุจำเป็นดังกล่าว อ.ก.ต.หรือ ก.ต.มองตรงกันว่าเหตุจำเป็นดังกล่าว มองกันว่าการตาย หรือพิจารณาคดีล่าช้าไม่ใช่มองว่าผลคำพิพากษาไม่ตรงกัน จึงจะโอนขอเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ”
ซึ่งหลักการดังกล่าวใช้ตั้งแต่ปี 2547 มีระเบียบประกาศชัดเจน ส่วนเรื่องที่ นายศิริชัยอ้างว่ามีผู้พิพากษาไม่สะดวกใจรับสำนวนเลยต้องมีการโอนต่อนั้น คงเป็นเรื่องของการตีความ กรณีที่ผู้พิพากษาเกิดความลำบากใจว่ามีความเห็นเดียวกับความเห็นเดิมแต่จะเลือกคืนนั้นมันก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่ระเบียบห้ามไว้หรือไม่และผลเสียคือผู้รับผิดชอบในราชการศาลก็จะเกิดการที่เรียกกันว่า “การช๊อปปิ้งคนที่จะเป้นองคณะผู้พิพากษา”ได้ ซึ่งเหมือนการก้าวล่วงกระทบความอิสระต่อการพิจารณาพิพากษา
ต่อข้อถามว่านายศิริชัยมีการแถลงทำนองว่า ว่ามีการเล่นพรรคพวกใน ก.ต. นายสืบพงษ์กล่าวว่า ก.ต.ประกอบด้วย มีผู้พิพากษษจากหลายชั้นศาลรวมถึงบุคคลภายนอกและประธานศาลฎีกา ซึ่งแต่ละคนมีเกียรติศักดิ์ศรีไม่สามารถให้ใครมาแทรกแซงวิ่งเต้นได้ ก.ต.บางคนพ้นจากตำแหน่งก็เป็นผู้พิพากษาอาวุโสไม่ได้ประโยชน์อะไร ทุกอย่างเป็นตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนผลลัพธ์เป็นไปแนวทางสอคล้องกันตามข้อกฏหมาย
เมื่อก.ต.พิจารณาแล้วเห็นว่านายศิริชัยไม่มีความเหมาะสม และมีเหตุต้องสงสัยกระทำความผิดวินัยในชั้นศาลอุทธรณ์ การที่จะให้นายศิริชัย อยู่ในศาลอุทธรณ์ต่อไป เป็นเรื่องที่อาจเกิดความเสียหายเกิดขึ้นกับศาลอุทธรณ์ และถ้ายังเกิดกรณีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเพิกถอนสำนวนที่เกิดขึ้นกับศาลสูง ก็จะเป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายในศาลฎีกาด้วยเช่นกัน เราต้องการจะประกันสำนวนในอนาคตว่าการเรียกคืนสำนวนเป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ถูกต้อง
ส่วนที่นายศิริชัย กล่าวว่าเห็นควรให้คสช.เข้ามาดูแลเรื่องผลการพิจารณาของก.ต.อีกครั้งหนึ่ง นายสืบพงษ์ กล่าวว่า เรื่องความโปร่งใสตนก็ได้ชี้แจ้งว่าการพิจารณาดังกล่าวผ่านทั้งก.ต.และอ.ก.ต.และประวัติศาสตร์ของศาลยุติธรรมตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตย เราได้ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการที่ ก.ต. ถูกแทรกแทรงโดยฝ่ายบริหารหลายครั้งจนในที่สุดรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้ก.ต.เป็นองค์กรที่ปราศจาการตรวจสอบจากฝ่ายบริหาร หรือองค์กรอื่นได้และการดำเนินการในเรื่องนี้ก็เป็นไปตามกฎหมายไม่มีเรื่องของการเมือง ส่วนที่นายศิริชัย อ้างว่านายกฯ สามารถใช้ ม.44 ได้นั้นเป็นเพียงความเห็นของนายศิริชัย เรายังยืนยันในหลักการองค์กรที่เราเคารพกันมาอย่างยาวนาน เรายังยืนยันที่จะทำตามหลักเสรีภาพ
สำหรับตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา เป็นอำนาจของ ก.ต. เมื่อมีการปะกาศราชกิจจาฯ ตำแหน่งก็ยังใช้ต่อไปเป็นการทั่วไปและก.บ.ศ.ก็ได้กำหนดแล้วให้มี 1 อัตรา ส่วนใครจะเข้าดำรงตำแหน่ง ในอนาคตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนการเพิกถอนการโอนสำนวนของนายศิริชัยจะส่งผลกระทบต่อคดีที่มีความพิพากษาและจะต้องต้องมีการรื้อฟื้นคดีหรือไม่ นายสืบพงษ์ กล่าวว่าเราจึงต้องเร่งดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาหนที่แก้ไขปัญหาซึ่งปกติในการสอบสวนข้อเท็จจริง หากเป็นเรื่องของสำนวนคดีที่รายละเอียดจำนวนมาก ก็จะต้องใช้เวลาแต่หากมีการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและมีมูลว่าผิดวินัย ก็จะต้องเข้าสู่กรอบเวลาพิจารณา ใน 30 วันและจะขยายเพิ่มอีกได้ครั้งละ 15 วัน สองครั้ง ส่วนที่ว่าการโอนสำนวนจะกระทบกับคดีที่มีความพิพากษาหากผลออกมาว่า นายศิริชัย ผิดวินัยในเรื่องดังกล่าวเราจะมีคณะกรรมการเข้าตรวจสอบ และมีความเห็นว่าจะมีมาตรการแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
“ซึ่งเรื่องนี้เราให้ความสำคัญมากกว่าการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาซะด้วยซ้ำ “
ผู้สื่อข่าวถามว่าใครเป็นผู้รักษาการตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ นายสืบพงษ์ กล่าวว่าจะมีรองประธานศาลอุทธรณ์คนที่1 รักษาการถึงวันที่ 30 ตุลาคม ส่วนเรื่องการเสนอบัญชีรายชื่อประธานศาลอุทธรณ์ต่อไป สำนักงานศาลยุติธรรมไดเสนอตามอาวุโส ซึ่งคือ นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา เข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.ต.ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่และก็จะนำเข้าเสนอ ก.ต. ในวันที่ 31 กรกฎาคม นี้



