
'มาร์ค'ยันรัฐบาลพร้อมแก้รัฐธรรมนูญ
"พท."จวกรัฐบาลกลับลำไม่แก้รธน. ด้านนายกฯอภิสิทธิ์" ย้ำรัฐบาลไม่ขวางพร้อมแก้รธน. ขณะที่รังสิมาเตือนนักการเมืองโกงกินระ วังตายแล้วไม่ได้ฝังแผ่นดินไทย
(17ก.ย.) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวันที่สอง ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นแสดงความไม่พอใจที่การอภิปรายในวันนี้ไม่มีรัฐมนตรีและคณะกรรมการสมานฉันท์ฯมาฟังการอภิปรายแม้แต่คนเดียว ทำให้นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายตอบโต้ว่า ตนขอแสดงตัวเพราะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ
ดังนั้นสามารถที่จะอภิปรายชี้แจงได้อีกทั้งการรายงานการสรุป 6 ประเด็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯก็ไม่ได้มีความเห็นสอดคล้องกันทุกประเด็น ซึ่งตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้ฆ่าคน แต่คนใช้ตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญไปฆ่ากันเอง อีกทั้งที่ผ่านมามีฝ่ายอำนาจเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งสุดท้ายก็จะเห็นว่าใครทำอย่างไรมักได้ผลตอบแทนอย่างนั้น ดังนั้นก่อนนำเข้าสู่การอภิปรายจึงอยากฝากสมาชิกรัฐสภา ว่าก่อนอภิปรายอะไรควนนึกถึงประโยชน์ของประชาชนว่าหากแก้รัฐธรรมนูญแล้วประชาชนได้อะไร
จากนั้นนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯได้พูดเมื่อเดือนเม.ย.ว่าถ้าหากเสียงส่วนใหญ่รัฐสภาเห็นด้วยว่าควรแก้รัฐธรรมนูญก็ยินดี ซึ่งตนไม่ทราบว่าเพราะไปตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อนเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือไม่ ว่าหากเข้าร่วมรัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะในขณะนั้นตนคิดว่ามันเป็นแค่ตำนานที่บอกว่านักการเมืองเหมือนโสเภณี แต่เมื่อปฏิวัติจึงทำให้รู้ว่านักการเมืองเป็นโสเภณีไม่ใช่แค่ตำนาน อีกทั้งมีการใส่ร้ายนักการเมืองรุ่นเก่า ซึ่งสอดคล้องกับแผนร้ายคมช.ที่ให้กำจัดพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งตนเห็นว่าหากนายอภิสิทธิ์มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรให้มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วค่อยตั้งส.ส.ร. 3 เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เนื่องจากในการอภิปรายที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาต่างเห็นด้วยที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถใช้ช่องทางของมาตรา 291 ที่กำหนดให้ส.ส.และส.ว.สามารถยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
นายไพจิต กล่าวต่อไปว่า แต่มาวันนี้รัฐบาลมีท่าทีชัดเจนกลับลำว่าไม่แก้ ตนเห็นว่าเรื่องนี้ควรฟังเสียงทุกฝ่ายและขณะนี้ทุกพรรคการเมืองล้วนมีนอมินี ซึ่งตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ทำให้คนไม่อยากมาเป็นกรรมการบริหารพรรค เพราะเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ อย่างมาตรา 266 ที่ไม่ให้ส.ส.เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ เพราะถือว่าเป็นการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ตัวเองนั้น ถือว่าเป็นมรดกบาป ทั้งที่ส.ส.ต้องทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับให้ประชาชนไปฝากความตายไว้กับฝ่ายข้าราชการประจำ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ตนอยู่ในสภาฯตลอดมีเฉพาะช่วงเย็น 2-3 ชั่วโมงที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ภายนอก อย่างไรก็ดีมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามและทำสรุปประเด็นอยู่ตลอด ดังนั้นที่คิดว่ารัฐบาลไม่สนใจฟังนั้นไม่จริง ตามที่เพื่อนสมาชิกได้นำคำพูดที่ตนเคยแถลงในรัฐสภามาพูดถึงขอยืนยันว่าเป็นความจริงทุกประการ แต่ตนไม่แน่ใจว่าเพื่อนสมาชิกเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือไม่ ในการพูดครั้งนั้นเกี่ยวกับการกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนบอกว่าได้ยืนยันไปยังทุกพรรคการเมืองทั้งพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และส.ว.ว่าหากมีประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรขอให้รวบรวมมาภายใน 2 สัปดาห์หลังจากมีการรวบรวมแล้วจะพิจารณาว่าควรเดินหน้าต่อไปอย่างไร โดยหลังจากครบตามกรอบเวลาแล้วได้หารือกับสภาและเห็นพ้องต้องกันให้นำประเด็นที่รวบรวมได้ส่งให้กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณา
หลังจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯทำงานเสร็จได้รายงานมายังประธานรัฐสภา ซึ่งได้ประสานให้มารับทรายรายงาน บังเอิญช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมจึงหารือกับประธานรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาได้วินิจฉัยว่าแม้กรรมการสมานฉันท์ฯ จะประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนแต่ไม่ใช่ตัวแทนของสภาอย่างแท้จริง จึงควรหาเวทีให้สภาได้แสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง เพียงแต่ติดเงื่อนไขว่าสมัยประชุมนี้เป็นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติจะนำเรื่องนี้มาหารือคงลำบาก ประกอบกับสถานะของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ไม่ใช่กรรมาธิการ สุดท้ายตนจึงตัดสินใจใช้มาตรา 179 เพื่อเปิดอภิปรายร่วมกัน
“ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมบอกว่าจะดำเนินการ ส่วนที่ท่านไปสรุปว่าผมจะทำอะไรไม่ทำอะไรก็แปลกอยู่ เพราะผมยังฟังไม่จบ และยังไม่ได้ตอบเลย สิ่งที่ผมยืนยันมาตลอดคือเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร หรือว่าเห็นควรเอาระบบใหม่ คือมีการแก้ไขมาใช้แล้วคืนอำนาจให้ประชาชน ผมก็ไม่ขัดข้อง และยืนยันว่าไม่ขัดข้อง ขอความกรุณาเข้าใจว่าทุกสิ่งที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ก็เป็นไปตามที่ผมบอกกับสภาว่าจะดำเนินการทั้งสิ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนจุดยืนเกี่ยวข้องกับตัวรัฐธรรมนูญ ตนไม่อยากรบกวนเวลาสภา และขอไปใช้สิทธิในฐานะสมาชิกมากว่าที่จะยืนตอบตรงนี้ ท่านกลับไปดูได้ว่าตนยืนยันจริงว่ารัฐธรรมนูญสมควรต้องแก้ไข แต่บางประเด็นตนไม่เห็นด้วยว่าสมควรแก้ไข อย่างมาตราที่มีผลทำให้มีการนิรโทษกรรม ตนไม่เคยเห็นด้วย ส่วนประเด็นเรื่องเขตเลือกตั้งตนเคยแสดงความเห็นว่าเขตเลือกตั้งที่ใช้ในปัจจุบันตนเห็นว่าเหมาะสม แต่ตนก็ได้แสดงท่าทีไว้ว่าถ้าเห็นว่าจุดยืนเรื่องเขตเลือกตั้งใหญ่หรือเล็กจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสมานฉันท์ ตนคิดว่าเรื่องนี้ประนีประนอมกันได้
“ขอให้มั่นใจว่าสิ่งที่ผมพูดในอดีตตั้งแต่ก่อนมาเป็นนายกฯ หรือเป็นนายกฯแล้ว เป็นคำมั่นสัญญาที่ผมยังยืนยันสัญญาและจะดำเนินการให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ กราบเรียนตามตรงว่าเมื่อคืน (16 ก.ย.) ได้นั่งสอบถามประธานอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องพบว่า เมื่ออ่านตัวรายงานแล้วยังเข้าใจไม่ตรงกันว่าจะเดินหน้าอย่างไร หลายคนเห็นว่าข้อเสนอแก้ไข 6 ประเด็น และให้มีส.ส.ร. แต่เมื่อผมสอบถามท่านบอกว่าไม่ได้สรุปเช่นนั้น แต่มองว่า 6 ประเด็นอาจต้องใช้กลไกของส.ส.ร.ทำ เพียงแต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ส.ส.ร.เป็นคนนอกหรือคนใน หรือเป็นส่วนผสมของคนนอกกับคนใน เรื่องนี้คณะกรรมการฯ จะต้องชี้แจง ส่วนจุดยืนของรัฐบาลผมจะชี้แจงอีกครั้งในช่วงท้าย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ขณะที่นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยก แต่มันเกิดจากความทุจริต โกงกินของนักการเมือง หากแก้ไขเรื่องทุจริตไม่ได้มันก็จะเป็นวงจรอุบาทว์ต่อไป ดังนั้นเรื่องการยุบพรรคไม่ต้องห่วงหากไม่ทุจริตไม่โกงกินก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกยุบพรรค ส่วนคนที่โกงกิน ทุจริตบ้านเมืองก็ขอให้ไม่มีแผ่นดินอยู่ ตายแล้วไม่ได้กลับมาฝังที่แผ่นดินไทย ดังนั้นแม้จะแก้รัฐธรรมนูญแต่ตัวเองเลวแก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้



