ข่าว

"ทนายแสบ–เมีย”เข้าเรือนจำหลังฝากขังโกงเงิน“น้องบีม”

"ทนายแสบ–เมีย”เข้าเรือนจำหลังฝากขังโกงเงิน“น้องบีม”

18 ก.ค. 2560

“ทนายแสบ–เมีย”เข้าเรือนจำไม่ประกันตัวคดีฉ้อโกงยักยอกเงินเสียหายคดีอุบัติเหตุ“น้องบีม-แม่”หลังตร.ยื่นฝากขังศาลตลิ่งชัน ครั้งแรก 12 วัน ค้านประกันโทษเกิน 3 ปีกลัว

          18 ก.ค.60  พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ขจรศรีเพชร พนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขัน ได้ควบคุมตัวนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 60 ปี อดีตทนายความ และ น.ส.ฐิตาภา สวัสดี ภรรยาอายุ 40 ปี ผู้ต้องหาที่ 1-2 ตามหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ 298/2560 และ 300/2560 ลงวันที่ 11 ก.ค.60 คดีร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกเงินชดใช้คดีอุบัติเหตุของ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ มารดาของ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-29 ก.ค. นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลอีก 7 ปาก โดยพนักงานสอบสวนก็ได้คัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสองด้วย เนื่องจากเป็นความผิดมีอัตราโทษร้ายแรงจำคุกเกินกว่า 3 ปีและเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

          โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า น.ส.พรทิพย์ ผู้กล่าวหากับพวก ได้ตั้งนายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นทนายความ มอบอำนาจให้เจรจาเรียกร้องเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษาให้บริษัท “น นน” อินเตอร์เฟรท (ประเทศไทย) จำกัดกับพวก ชำระเงินค่าเสียหาย 4,987,822 บาทกรณีพนักงานบริษัทขับรถชนผู้กล่าวหากับพวกได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

            ต่อมาวันที่ 19 ก.พ. 57 นายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 และ น.ส.ฐิตาภา ภรรยา ผู้ต้องหาที่ 2 ได้มาเจรจาค่าเสียหายกับบริษัทตกลงชดใช้เงิน 4 ล้านบาท โดยทำสัญญาบริษัท สั่งจ่ายเช็ค 500,000 บาทให้กับนายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ที่รับไปแล้ว ส่วนเงินที่เหลือ 3.5 ล้านบาทตกลงผ่อนชำระ 35 งวด ๆ ละ 100,000 บาท โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาที่ 1 จนครบถ้วน ต่อมาระหว่างผ่อนชำระผู้ต้องหาที่ 1 ได้แจ้งให้บริษัทสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แต่ละงวด โดยลงวันที่ไว้ล่วงหน้าระบุชื่อผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้รับเงิน

          ต่อมาวันที่ 27 เม.ย. 57 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้เดินทางมาทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับบริษัท มีใจความว่าผู้กล่าวหากับพวกได้รับเงินจำนวน 650,000 บาทจากการผ่อนชำระของบริษัทแล้ว คงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 3,350,000 บาท บริษัทขอจ่ายเป็นเช็คให้แก่ผู้เสียหายรวม 31 ฉบับ ซึ่งผู้เสียหายทั้งห้าได้รับเช็คดังกล่าวเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญาดังกล่าว บริษัทได้สั่งจ่ายเช็คระบุชื่อผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้รับเงินจำนวน 31 ฉบับมอบให้ผู้ต้องหาที่ 1 ไปและต่อมาทราบว่าผู้ต้องหาที่ 1 ได้นำเช็คดังกล่าวไปขายลดเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้หลอกลวงผู้กล่าวหาว่าอยู่ระหว่างการเจรจาค่าเสียหายกับบริษัทโดยขอต่อรองค่าเสียหายเหลือ 800,000 บาท

          ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 ได้พูดจาหว่านล้อมผู้กล่าวหาว่าสมควรจะรับไว้ดีกว่าไม่ได้เลยและอ้างว่าจะช่วยต่อรองกับบริษัทให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ก็แจ้งว่าสามารถเจรจาตกลงได้แล้วและนัดผู้กล่าวหาไปพบในวันที่ 2 พ.ค.57 ซึ่งวันดังกล่าวผู้ต้องหาที่ 1 เดินทางมาพร้อมกับ น.ส.ฐิตาภา ผู้ต้องหาที่ 2 อ้างว่าผู้ต้องหาที่ 2 เป็นตัวแทนของบริษัทแล้วผู้ต้องหาทั้งสองก็ได้นำเอกสารสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นเท็จมาหลอกผู้กล่าวหาให้หลงเชื่อยินยอมทำสัญญาดังกล่าวที่ตกลงชดใช้เงิน 1 ล้านบาทแก่ผู้กล่าวหา ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ได้โอนเงิน 285,000 บาทเข้าบัญชีธนาคารของผู้กล่าวหา

          จากนั้นผู้กล่าวหาก็ไม่ได้รับการโอนเงินอีกเลยเมื่อติดต่อทวงถามผู้ต้องหาทั้งสองหลายครั้งก็ไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งผู้กล่าวหาติดต่อสอบถามบริษัทจึงได้รับคำชี้แจงว่าบริษัทได้ชำระเงินให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และผู้ต้องหาที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทแต่อย่างใด จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหานายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม , ร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง , 268 , 341 , 353 , 354 ส่วน น.ส.ฐิตาภา ภรรยา ผู้ต้องหาที่ 2 นั้นแจ้งข้อกล่าวหา ฐานร่วมกันฉ้อโกง และสนับสนุนยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

           ต่อมาวันที่ 17 ก.ค.60 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งชั้นจับกุมและสอบสวนนายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วน น.ส.ฐิตาภา ผู้ต้องหาที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ชั้นสอบสวนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

          ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

          ภายหลังเสร็จสิ้นเวลาทำการแล้วเวลา 16.30 น. ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสอง ได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวนายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ส่วน น.ส.ฐิติภา ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกควบคุมตัวไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลางธนบุรี

        ด้านว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานถ้าส่งให้อัยการฟ้อง สภาทนายความฯ ก็พร้อมส่งทนายความ เพื่อร้องขอให้ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม ส่วนคดีแพ่งได้ยื่นฟ้องแล้วกำลังส่งหมาย สำหรับการเตรียมบังคับคดีนายพิสิษฐ์นั้นก็กำลังสืบทรัพย์คิดว่ายังพอมีเหลือบ้าง หรือจำหน่ายจ่ายโอยทรัพย์ไปที่ทางใด ก็จะตามเอาไว้ใช้หนี้ให้น้องบีม ส่วนที่สภาทนายฯ จำหน่ายชื่อนายพิสิษฐ์ออกจากบัญชีทนายความนั้น หากนายพิสิษฐ์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งก็สามารถทำได้