
ชงครม.เคาะคุณสมบัติ บอร์ดรัฐวิสาหกิจวันนี้
ชงครม.เคาะคุณสมบัติ บอร์ดรัฐวิสาหกิจวันนี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วานนี้ (17ก.ค.) ว่า ที่ประชุมฯมีมติรับทราบความคืบหน้าของ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ... หรือร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้วเสร็จและจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนที่จะเสนอสภานิติบัญญัติ (สนช.)ต่อไป
ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจยังคงสาระสำคัญ ของ ร่าง พ.ร.บ.ใน6ด้าน ได้แก่ 1.จัดตั้ง คนร.เป็นคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ 2.การจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ 3.มีกระบวนการสรรหากรรมการที่ชัดเจนและนำสรรถนะหลักและความรู้ที่จำเป็น มาใช้ในการคัดเลือกกรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
4.มีกลไกระบบการกำกับดูแลที่ดี เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสและส่งเสริม ความรับผิดชอบในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล 5.พัฒนาระบบ ประเมินผลที่เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ และนโยบายอย่างเป็นระบบ และ 6.การจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าของและพัฒนารัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุก
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คนร.เห็นชอบให้นำหลักการสำคัญ2ใน6ข้อของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมาบังคับใช้ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.จะมีผลบังคับใช้ในส่วนแรกซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในวันนี้ (18ก.ค.) คือแนวทางการแต่งตั้งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและการกำกับกิจการที่ดี โดยการนำสมรรถนะหลัก และความรู้ที่จำเป็นมาใช้ในการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยในเบื้องต้นกำหนดให้ทุกบอร์ดรัฐวิสาหกิจต้องมีกรรมการที่มีความรู้ในเรื่อง การเงิน บัญชี กฎหมาย และความรู้ด้านดิจิทัล และในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้แต่งตั้งตัวแทนจากภาคธุรกิจจำนวน1ใน3ของจำนวนกรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเพิ่มมุมมองทางธุรกิจในบอร์ด ส่วนกรรมการที่เหลือให้แต่ละหน่วยงานกำหนดคุณสมบัติที่จำเป็น สอดคล้องกับภารกิจหลักของแต่ละรัฐวิสาหกิจและแจ้งมายัง คนร.
นอกจากนี้ กำหนดให้มีผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจที่เป็นข้าราชการประจำในกระทรวงเจ้าสังกัด ซึ่งไม่อยู่ในหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น (Regulator)เป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกำหนดให้ไม่แต่งตั้งสมาชิก สนช. ข้าราชการการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจด้วย โดยข้อกำหนดตามร่าง พ.ร.บ.นี้จะมีผลบังคับใช้สำหรับบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่กรรมการจะเริ่มหมดวาระลงตั้งแต่เดือน ต.ค.2560เป็นต้นไป
ที่ประชุม คนร.ยังมีมติให้นำเรื่องการจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ ที่สคร.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ จัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจรายสาขา ปี2560 – 2564 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐวิสาหกิจมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้เกิดการพัฒนารัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจทั้ง7แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรประจำปี2560ซึ่ง คนร.พอใจการแก้ปัญหาของรัฐวิสาหกิจ2แห่งที่มีความคืบหน้าไปมากและใกล้ที่จะออกจากแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจของ คนร.ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นและเป็นไปตามแผนที่กำหนด คนร. ได้เน้นย้ำธนาคารไปส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสนับสนุนการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเนื่อง และเร่งรัดการให้วงเงินกู้วงเงิน3.8หมื่นล้านบาท ภายใต้มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีภายในเดือน ก.ย.นี้
ในส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในปีนี้มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Cabin Factor) สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 82.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการบินที่72.8%โดย คนร. เร่งรัดให้การบินไทยเพิ่มรายได้จากผู้โดยสาร และขอให้เร่งนำระบบ การบริหารรายได้และโครงข่ายที่อยู่ระหว่างการพัฒนามาใช้ รวมทั้งให้พัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คนร.ไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องของการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ของ บมจ.การบินไทย เนื่องจากในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องการบริหารฝูงบินซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนงานปกติโดยในการประชุมในวันนี้เน้นเรื่องการบริหารองค์กรในระยะยาว
ส่วนรัฐวิสาหกิจในแผนฟื้นฟูอีก5แห่งที่เหลือยังคงต้องดำเนินการตามแผนฟื้นฟูของแต่ละองค์กรอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบัน ครม.ได้เห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN)ในการดำเนินธุรกิจเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำและอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC)ในการดำเนินธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ซึ่ง คนร. ได้มอบหมายให้ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท เร่งจัดตั้งบริษัทลูกให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ค. และเปิดให้บริการได้ภายในเดือน พ.ย.2560เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในเรื่องการดำเนินงานของทั้งสองบริษัทต่อไป
ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คนร. มอบหมายให้ รฟท. เร่งดำเนินการตามแผนการพัฒนาที่ดิน หรือแผนการพัฒนา Non-Core และให้ทบทวนความเหมาะสมในการจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สิน การกำหนดแนวทางการนำรายได้ที่ได้รับจากการพัฒนาที่ดิน Non-Core มาชำระหนี้สินของ รฟท. อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ให้สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบ ผู้รับผิดชอบหลัก และแผนการบริหารจัดการรถไฟสายสีแดงโดยเร็วภายในปีนี้ โดยให้มีความพร้อมในการเปิดให้บริการในปี2563รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมสร้างความชัดเจนและความพร้อม ในการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางและการจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สิน ให้แล้วเสร็จภายใน3เดือน
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่าได้กำชับให้ทีโอที และกสท เร่งจัดตั้งบริษัทใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้
“ขณะนี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของกสทฯและทีโอที ก็รับทราบแนวทางปฏิบัติ ซึ่งตามกรอบเวลานั้นทั้ง 2 บริษัทต้องทำดิวดิลิเจ้นท์ หรือ การตรวจสอบทรัพย์สิน และหนี้สินระหว่างกัน เพื่อหาสัดส่วนการถือครองหุ้น ซึ่งกระบวนนี้คาดว่าจะใช้เวลาถึงเดือนต.ค.นี้ โดยในส่วนของเอ็นบีเอ็นจะมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจถือหุ้นโดยทีโอที และกสทฯ ในการเริ่มจัดตั้งทีโอที จะถือหุ้น 100 % แล้วจะปรับสัดส่วนการถือหุ้นภายหลังจัดทำการประเมินทรัพย์สินและมูลค่าทางธุรกิจอย่างละเอียด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการของเอ็นบีเอ็น ได้แก่ สินทรัพย์ประเภทโครงข่ายหลัก ระบบสื่อสัญญาณ จนถึงข่ายสายตอนนอก เคเบิลใยแก้วนำแสง รวมถึงสินทรัพย์ตามโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยเอ็นบีเอ็นมีรูปแบบธุรกิจเพื่อให้บริการค้าส่งโครงข่ายแก่บริษัทค้าปลีก บรอดแบนด์ ของทีโอที และกสทฯ รวมถึงผู้ประกอบการรายอื่นบนพื้นฐานโอเพ่น แอ็คเซ็ส



