
ส.ส.ร.3ทางออกสุดท้ายแก้รธน.
และแล้วก็ไปไม่รอด ญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ) พ.ศ.... ที่ "สมเกียรติ ศรลัมพ์" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมกับ "ประสิทธิ์ โพธสุธน" ส.ว.สุพรรณบุรี รวบรวมรายชื่อ ส.ส.และส.ว.ยื่นญัตติเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 5
สุดท้าย ต้องมีอัน “ตกไป” เนื่องจาก จำนวน ส.ส.และส.ว.ที่ลงชื่อ มีจำนวนไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดไว้ นั่นก็คือ จำนวน 125 คน
โดยที่ ส.ส.และส.ว.เกิดอาการ "ผวา” ว่าจะถูกถอดถอน เนื่องจากตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกระแสกดดันจากสังคม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่ม 40 ส.ว. ที่ดาหน้าออกมา "จวก” ว่า การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อประโยชน์ส่วนตน เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะประเด็น การต่ออายุ ส.ว.สรรหา จาก 3 ปี เป็น 6 ปี ซึ่งถือว่า “ขัด” รัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122
ไม่เว้นแม้แต่นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล ที่ออกมาอัดนายสมเกียรติ ที่รีบเร่งเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภา หรือเป็นเพราะ "รับงาน” มา
จึงเป็นเหตุให้ ส.ส.-ส.ว.ต่างทยอยขอถอนชื่อออก จนทำให้มีจำนวน ส.ส.และส.ว. เพียง 121 คน ซึ่งไม่ถึง 125 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ !
แม้ว่า ญัตติดังกล่าวจะตกไป แต่ความพยายามที่จะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของส.ส.และส.ว.ก็ยังไม่หมดไป ล่าสุดทั้ง "สมเกียรติ" และ "ประสิทธิ์" ก็ออกมา ยอมรับว่า ได้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปแล้ว โดยจะนำญัตติดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขใหม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวาระตำแหน่งของส.ว.สรรหา ซึ่งถือว่า เป็นประเด็นร้อนที่ถูกสังคมตั้ง "ข้อหา” เพื่อประโยชน์ส่วนตน
อย่างไรก็ตาม หากมีการยื่นญัตติใหม่โดยไม่มีประเด็น "ต่ออายุ” ส.ว.สรรหา สุ้มเสียงของ ส.ว.ที่เคยลงชื่อแล้วถอนชื่อออก ก็พร้อมที่จะร่วมลงชื่ออีกครั้งหนึ่งเพราะเห็นตรงกันว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางมาตรามีปัญหาควรแก้ไข
ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ตกม้าตาย” ไปแล้ว ด้วยเหตุ ต่ออายุ ส.ว.สรรหา แต่อย่างน้อยก็เป็น "ตัวกระตุ้น”รัฐบาล "มาร์ค” ต้องขอใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 179 ขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังรัฐบาลเพิกเฉยมานาน ไม่กระตือรือร้นที่จะใส่ใจ หรือสนใจกับผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์
จนรัฐบาลเองถูกข้อครหา "ซื้อเวลา” ไม่มีความจริงใจ ทั้งๆ ที่แนวคิดตั้งกรรมการสมานฉันท์ฯ มาจากตัว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี
ในขณะที่ท่าทีของพรรคการเมืองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ต้องอ้าปากบอก ก็รู้ว่า ต้องการให้แก้วันนี้พรุ่งนี้เลย แต่ไม่อยาก "ออกหน้าออกตา” เพราะเกรงกระแสสังคมที่จะสะท้อนเป็นบูมเมอแรงอัดใส่พรรคและตัวส.ส.เอง
แน่นอนว่า ช่วงเวลา 2 วัน คือ วันที่ 16-17 กันยายน ซึ่งกำหนดให้เป็นวันประชุมร่วมรัฐสภา จะเป็นช่วงเวลาที่เปิดให้ ส.ว.และส.ว.ได้ใช้เวทีนี้ แสดงความเห็นอย่างเต็มที่เกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มีผลสรุป 6 ประเด็น ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น มาตรา 190 และที่มาของ ส.ส.
การอภิปรายใน 2 วัน จะได้เห็น "ธาตุแท้” ของนักการเมืองต่อความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่า “การประชุมร่วมรัฐสภา” ก็จะเป็นเพียง "เวทีการแสดงของนักเลือกตั้ง" ที่จะ "ซื้อเวลา” เท่านั้น รวมไปถึงท่าทีของรัฐบาลที่ยังไม่ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นเงื่อนไข ที่จะทำให้ "อายุ” ของรัฐบาลสั้นลง
สุดท้ายแนวโน้มคงลงเอยด้วยการตั้ง “ส.ส.ร 3" ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
ประภาศรี โอสถานนท์



