ข่าว

ประเทศไทยบนเวทีโลก

ประเทศไทยบนเวทีโลก

17 ก.ย. 2552

เมื่อเร็วๆ นี้ธนาคารโลกได้รายงานผลการวิจัยเรื่องโอกาสในการประกอบธุรกิจในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในหัวข้อเรื่อง “ประเทศที่มีความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจ” นั้นประเทศไทยได้รับจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 12 จาก 183 ทั่วโลก ได้รับการจัดอันดับดีขึ้นจากในปีก่อน

 แต่ก็มีผู้สงสัยว่าเราอยู่ในอันดับที่สูงมากแต่ทำไมยอดการลงทุนจากต่างประเทศหรือแม้จากนักธุรกิจไทยด้วยกันเองก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับจีนและเวียดนามซึ่งได้รับการจัดอันดับที่ 89 และ 93 ตามลำดับนั้น กลับมีผู้เข้าไปลงทุนสูงกว่าเข้ามาในประเทศไทย

 ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะรายงานฉบับนี้คลาดเคลื่อน แต่เป็นเพราะความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจนั้นเป็นเพียงปัจจัยเดียวในหลายปัจจัยอื่นๆ ที่นักลงทุนจะตัดสินใจไปลงทุนในที่ใดที่หนึ่ง ฉะนั้นโปรดอย่าได้ทึกทักว่า ไทยได้อันดับสูงเช่นนี้จะตอบโจทย์ในการเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนทั้งไทยและเทศไปได้ทั้งหมดจนวางใจไม่เร่งปรับปรุงในเรื่องอื่น

 หันมาดูการให้คะแนนในเวทีอื่นบ้าง เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนระดับโลกที่ศึกษาเรื่องเศรษฐกิจและได้รับการยอมรับกันอยู่โดยทั่วไปก็ได้แถลงผลในการจัดอันดับเหมือนกัน อันดับของเขานี้เป็นการจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขัน (ทางการค้าและอื่นๆ) ทั่วโลก 133 ประเทศ ในปีนี้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับถึงขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันตกลงไปเป็นอันดับที่ 36 ซึ่งอันดับของไทยนั้นร่วงติดต่อกันมา 2-3 ปีแล้ว

 ในการศึกษาวิจัยเพื่อจัดอันดับครั้งนี้เขาวัดจากเรื่องต่างๆ 3 ด้านใหญ่ๆ คือ ทางด้านพื้นฐานทั่วไป ทางด้านตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และทางด้านนวัตกรรมรวมทั้งการรังสรรค์ แต่ละด้านนั้นยังซอยย่อยไปอีกหลายรายการรวมทั้งสิ้น 12 รายการ ซึ่งผมจะเว้นไม่นำมากล่าวทั้งหมดเพราะจะเป็นวิชาการมากเกินไป

 สำหรับประเทศไทยทางเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัมได้กล่าวสรุปไว้ว่าสาเหตุแห่งความเสื่อมถอยทางความสามารถด้านการแข่งขันของเรานั้นนอกจากเป็นผลมาจากพิษเศรษฐกิจโลกแล้วยังเกิดจากเรื่องความสงบภายในซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองเราเล่น “กีฬาสี” จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปอย่างไรคนไทยทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจ (แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร) เขาสาธยายต่อไปด้วยว่ารัฐบาลปัจจุบันต้องทำหน้าที่ทั้งพลิกฟื้นเศรษฐกิจและนำความสงบสุขในสังคมให้กลับคืนมา เขาให้ข้อสังเกตด้วยว่า ด้วยภาวะสั่นคลอนต่างๆ นี้ทำให้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการในการบริหารเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเพียง 2-3 ปีที่ผ่านมาในหัวข้อนี้เราตกอันดับไปถึง 20 ตำแหน่ง นอกจากนี้เขายังให้ข้อสังเกตด้วยว่าทางด้านสุขอนามัยของประชากรก็ไม่อยู่ในเกณฑ์ดีนัก เขาว่าคนไทยเป็นโรคเอดส์ถึง 1.4% ของประชากร วัณโรคก็ยังเป็นกันมากเช่นเดียวกับไข้มาลาเรีย

 อย่างไรก็ตาม สถาบันนี้ก็ยังได้ชี้ถึงจุดแข็งของไทยที่เหนือกว่าประเทศอื่นว่า พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจทั่วไปก็ยังนับว่ามั่นคง แรงงานก็มีคุณภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีตลาดรองรับสินค้าและบริการทั้งจากตลาดภายในของตนเองและตลาดต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก...

 ผลการศึกษาวิจัยไม่ว่าจากสำนักใดถ้าถือเสมือนว่าเป็นกระจกส่องให้เราขจัดจุดบกพร่องและรู้จักนำจุดแข็งไปใช้ก็จะเกิดประโยชน์ ไม่ใช่เพียงแต่ไว้ฟังเรื่อยๆ ไป เรื่องดีถูกหูก็ชอบ เรื่องไม่ดีก็โกรธ

นายหนูใหญ่
[email protected]