
เมื่อกทม.กลายเป็นกระทรวงที่ 21 ...
เรากำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการบริหารและการเมืองของการบริหารกทม.ที่กำลังกลายเป็นกระทรวงที่ 21 ของประเทศไทย
และเป็นกระทรวงของพรรคประชาธิปัตย์ (ไปอย่างเนียนๆ)
ในอดีตนั้น การบริหารกทม.เป็นการบริหารของบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งมาในนามกลุ่ม หรือเดี่ยว หรือแม้ว่าจะมาจากพรรค แต่โครงสร้างของพรรคนั้นก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะทำให้กทม.กลายเป็นกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อพรรคการเมืองได้
ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้นตรงกับโครงสร้างพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ
เห็นได้จากการเอารองผู้ว่าฯ ไปเป็นรัฐมนตรี และเอานักการเมืองในสังกัดพรรคมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.แทน
แบบแผนดังกล่าวนี้เป็นแบบแผนที่น่าสนใจ เพราะแต่เดิมนั้นการปกครองท้องถิ่นนั้นแม้ว่าจะมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง แต่การเชื่อมโยงนั้นก็เป็นการเชื่อมโยงกับตระกูลท้องถิ่น (ภาษาฝรั่งอาจเรียกว่า local dynasty หรือตระกูลท้องถิ่นที่เป็นเสมือนราชวงศ์ท้องถิ่น)
พูดแบบบ้านๆ ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทักษิณเองก็ทำไม่ได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้นทำได้ หลังจากเกิดความต่อเนื่องจากการบริหารงานของคุณอภิรักษ์มาถึงอาจารย์หม่อม (ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร)
ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถครองอำนาจในกทม.ได้อย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้ องค์กรปกครองท้องถิ่นในอนาคตก็จะขึ้นกับพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในการจัดสรรตำแหน่งของพรรคการเมืองได้
แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนบการบริหารของกทม.เองที่จากเดิมการแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ นั้นส่วนมากมักจะมาจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ขณะที่ในวันนี้นักการเมืองอาจจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้มากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เราต้องระมัดระวังให้มากก็คือ ทิศทางการกระจายอำนาจนั้น กำลังทำให้เงินต่างๆ ไหลลงไปสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะกรณีของกทม.นั้น ถือได้ว่าเป็นองค์กรที่มีงบประมาณมหาศาล
ดังนั้นกทม.จึงกลายเป็นขุมทรัพย์สำคัญที่พรรคการเมืองนั้นจะสามารถยึดกุมคะแนนเสียงของคนชั้นกลางได้ และในขณะเดียวกันสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือภายใต้งบประมาณที่มหาศาลนี้ เราไม่พบบทบาทที่เป็นที่รู้จักของสภากทม.ในการกำกับตรวจสอบการบริหารงานของฝ่ายบริหาร
ซ้ำร้าย กทม.ที่มีงบประมาณมหาศาลกลับไม่มีหน่วยการปกครองประชาธิปไตยระดับย่อยไปกว่า กทม.ทั้งหมด เพราะผู้อำนวยการเขตนั้นเป็นข้าราชการประจำที่ถูกส่งมาจากเสาชิงช้า/ดินแดง ขณะที่สภาเขตนั้นแม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งแต่ก็ไม่มีสิทธิในการตั้งงบประมาณและออกกฎระเบียบอะไรในเขต
หากเสียงข้างมากในสภากทม. กลายเป็นพวกเดียวกับผู้บริหาร และยิ่งเป็นบุคลากรที่มาจากพรรคการเมืองเดียวกันแล้ว เราควรจะต้องยิ่งจับตาถึงการได้มาซึ่งนโยบาย แผน โครงการ และกฎหมายของกทม.เองมากขึ้นว่าจะกลายตู้กับข้าวขนาดใหญ่ให้แก่ประชาธิปัตย์หรือไม่
ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้มองประชาธิปัตย์ในแง่ร้าย แต่การยิ่งมองด้วยสายตาที่ระมัดระวังก็ยิ่งทำให้ประชาธิปัตย์ปลอดภัยจากการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงดังเช่นกรณีของอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากผลจากการพิจารณาเรื่องการจัดซื้อในสมัยก่อนหน้านั้น
ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนจะต้องจับตามองการบริหารงานของกทม.ในท่าทีที่เป็นกระทรวงหลักที่ประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องในฐานะหน่วยงานของประชาธิปัตย์เองมากขึ้น และด้วยการกระทำดังกล่าวนี้เองจะทำให้พลเมืองของกทม.มีความตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้นกว่าที่เป็นมา และทำให้ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นนั้นมีคุณภาพมากขึ้น



