
อดทนอย่างมีสติ
ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 19 กันยายน ซึ่งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนไทยส่วนใหญ่ก็ยิ่งใกล้สติแตกมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าหากไม่มีสติและความอดทน อดกลั้นคอยกำกับระหว่างเสพสารพัดข่าวร้ายที่ประดังประเดเข้ามาจนท่วมท้น โดยไม่แยกแยะให้ดีก่อนว่าข่าวใดเป็นข่าวจริง ข่าวใดเป็นข่าวปล่อย ข่าวลวงและข่าวเท็จ หรือข่าวประเภทโยนหินถามทาง ซึ่งนับวันยิ่งโยนหินสะเปะสะปะถึงขั้นมีการพูดถึงเรื่องการปฏิวัติ ทั้งๆ ที่ไม่มีเงื่อนไขสุกงอมอะไรที่จะนำไปสู่จุดนั้น หรือการพูดถึงการสถาปนา "รัฐใหม่" แต่ไม่ให้รายละเอียดว่าเป็นรัฐใหม่แบบไหน รัฐใหม่ของใคร เพื่อใคร และโดยใคร
ช่วงเวลานี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่คนไทยจะต้องตั้งสติและเพิ่มขีดความอดทนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการมีสติที่จะพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าสถาน
การณ์บ้านเมืองเลวร้ายลงตามแรงปั่นกระแสเพื่อชิงพื้นที่ข่าวหรือไม่ หรือว่าจริงๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างกำลังคลี่คลายไปในทางดีทีละเปลาะๆ ไม่ว่าจะกรณีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ที่อึมครึมมานานหลายสัปดาห์ แต่คงจะเรียบร้อยก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 20-26 กันยายนนี้ หรือการปลดล็อกการเมืองกรณี ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อกันเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายกลับทยอยถอนชื่อออก จนมีรายชื่อไม่ถึง 1 ใน 5 ส่งผลให้ญัตตินี้ตกไปโดยปริยายในที่สุด
เหนืออื่นใด รัฐบาลได้แก้เกมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อาจก่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นในวันที่ 19 กันยายนนี้ ด้วยการประกาศ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน เฉพาะพื้นที่เขตดุสิต อันเป็นกฎหมายที่เบาที่สุดเมื่อเทียบกับ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ทั้งนี้ เพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่ม นปช. อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่หลายคนกังวลว่าอาจจะปล่อยเกียร์ว่างเหมือนช่วงจลาจลที่พัทยาและช่วงสงกรานต์เลือด
แต่ละย่างก้าวของนายอภิสิทธิ์ที่สุขุมรอบคอบ ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและแนวทางสันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมาย ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติว่าแนวทางนี้จะช่วยนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจและสังคมได้ ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมป่าเถื่อนกักขฬะของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นับวันมีแต่ทำลายตัวเอง ตราบใดที่ยังมองการเมืองด้วยมุมมองเก่าๆ ว่าเป็นเรื่องของการแพ้ชนะ แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน



