
ส่งออก5เดือนแรกฟื้นตัว สศช.เตรียมปรับเป้า‘จีดีพี’
ส่งออก5เดือนแรกฟื้นตัว สศช.เตรียมปรับเป้า‘จีดีพี’
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่เติบโตมากกว่าคาด และยังพบการกระจายตัวที่มากขึ้นทั้งในรายสินค้าและตลาดส่งออก ขณะที่รายได้เกษตรเริ่มมีทิศทางดีขึ้น จึงเชื่อว่าจะหนุนการบริโภคภาคในประเทศให้เติบโตขึ้นด้วย ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เล็งปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เพิ่มจากค่าเฉลี่ยปัจจุบันที่ 3.5% โดยมีกรอบประมาณการที่ 3.3-3.8%
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวระหว่างให้ข้อมูลในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูงปี 2560 ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้สูงกว่าประมาณการของ สศช. ซึ่งคาดไว้ที่ 3.5%
สาเหตุจากเครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่ระยะ 5 เดือนแรกของปีสามารถขยายตัวได้ในระดับสูง จึงเป็นไปได้ว่า การส่งออกทั้งปีจะขยายได้เกินเป้าหมาย ซึ่งอาจจะขยายตัวได้ถึง 5% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.6%
นอกจากนี้ การขยายตัวในภาคเกษตรก็ทำให้รายได้ภาคเกษตรดีขึ้น เพราะปัญหาภัยแล้งหมดไป ทำให้ภาพรวมของภาคเกษตรดีขึ้น และจะส่งผลต่อการบริโภคในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้นตาม ส่วนในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมนั้น มีตัวเลขในเดือนที่ผ่านมาเริ่มกระดกขึ้น ด้านการลงทุนเอกชนก็มีโอกาสดีขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากตัวเลขการขอพื้นที่ก่อสร้างที่ดีขึ้น ก็เป็นไปได้ว่า การลงทุนเอกชนในครึ่งหลังจะดีขึ้น
“ในเรื่องการลงทุนเอกชนนั้น เราเชื่อว่า ครึ่งหลังบรรยากาศจะดีขึ้น เพราะเอกชนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น และ เห็นว่า การจัดระเบียบเรื่องแรงงานต่างด้าวไม่กระทบต่อการลงทุน โดยที่ผ่านมา รัฐบาลเริ่มอนุมัติลงทุนระบบรางหลายสาย ภาคเอกชนก็เห็นโอกาสการลงทุน มีการจัดหาที่ดิน เพื่อลงทุน เมื่อรัฐบาลเริ่มลงทุน เอกชนก็จะลงทุนในระยะเวลาที่สอดคล้องกับการลงทุนของรัฐบาล ฉะนั้น การลงทุนของเอกชนที่ตึงๆในช่วงที่ผ่านมา ก็จะเริ่มดีขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี”
ทั้งนี้ สศช.จะประกาศตัวเลขจีดีพีของไตรมาสสองในเดือนส.ค.นี้ และ จะคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีทั้งปีด้วย โดยเดิม สศช.คาดการณ์จีดีพีอยู่ในช่วง 3.3-3.8% ขณะนี้ มีโอกาสปรับขึ้น โดยอยู่ระหว่าง 3.5-3.8%
นายปรเมธี กล่าวว่า ในแง่นโยบายการเงินการคลังในขณะนี้ก็ถือว่า สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้มากที่สุด โดยในส่วนนโยบายการเงินนั้น ก็ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ส่วนความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจนั้น เรายังมองว่า ยังไม่มีความเสี่ยงอะไรที่ชัดเจน
ทั้งนี้ เดิมเรามองว่า เศรษฐกิจโลกเป็นความเสี่ยง แต่ขณะนี้ เริ่มลดลง โดยกรณีของสหรัฐนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจเขาเริ่มดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐก็ทยอยปรับขึ้น ส่วนเศรษฐกิจจีน เดิมมีความเสี่ยงด้านการเงิน แต่ช่วงหลังปรับตัวได้ดี ฉะนั้น เศรษฐกิจโลกโดยรวมเริ่มปรับตัวดี
อย่างไรก็ดี อาจมีความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงและปัญหาเรื่องความขัดแย้งที่มีโอกาสบรรยากาศไม่ค่อยราบรื่น แต่ไม่ได้เป็นความเสี่ยงที่จะพูดถึงในระยะสั้นนี้ ส่วนราคาน้ำมันนั้น ยังไม่มีแนวโน้มสูงขึ้น
สำหรับภาพรวมหนี้ครัวเรือนของประเทศนั้น นายปรเมธี กล่าวว่า ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ปรับสูงเกินกว่า 80%ต่อจีดีพี แต่ขณะนี้ ปรับลดลง เพราะสินเชื่อขยายตัวลดลง ทำให้มองภาพรวมหนี้ครัวเรือนไม่น่าเป็นห่วง ส่วนการออกกฎคุมเข้มการใช้บัตรเครดิตของแบงก์ชาตินั้น ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เงินเกินตัวหรือผิดประเภท และ ไม่เชื่อว่า จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคในประเทศ เพราะรายได้เกษตรและการส่งออกดี จะส่งผลให้ภาพรวมบริโภคดีขึ้น ซึ่งขณะนี้ ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีแล้ว
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าแรงกระตุ้นภาคการคลังยังมีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การใช้จ่ายของภาคเอกชนขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ
อย่างไรก็ตามประมาณการเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงโน้มไปทางด้านต่ำ แต่เป็นระดับใกล้เคียงที่เคยประเมินไว้ แม้เศรษฐกิจคู่ค้าโดยรวมและภาวะการค้าโลกขยายตัวดีขึ้นชัดเจน แต่ความเสี่ยงด้านต่ำจากปัจจัยต่างประเทศยังคงมีอยู่ จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้า รวมทั้งความเสี่ยงจากปัจจัยในประเทศจากกำลังซื้อที่ยังไม่กระจายตัวเข้มแข็งมากนัก



